นิปปอนเพนต์เดินเกมรุกตลาดสีพ่นซ่อมรถยนต์ส่ง“แนกซ์ วิโลซิตี้ เพนต์ ซิสเต็ม” ระบบพ่นซ่อมสีอัจฉริยะเร็วกว่าปกติถึง 5 เท่า สร้างปรากฎการณ์ระบบพ่นซ่อมสีที่เร็วที่สุดครั้งแรกในไทย ชูจุดขาย “FAST&EASY” หวังกระตุ้นรายได้ให้ผู้ประกอบการ พร้อมตอบรับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นสะดวก-เร็ว ตั้งเป้าสิ้นปีโต 10 %
นายทวีชัย ตังธนาวิรุตม์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ็นพี ออโต้ รีฟินิช จำกัด ภายใต้แบรนด์ นิปปอนเพนต์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาพรวมตลาดสีพ่นซ่อมรถยนต์ ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งด้านความสวยงาม และการประหยัดพลังงาน ประหยัดเวลาทำงานให้เร็วขึ้น ดังนั้น ในฐานะผู้นำนวัตกรรมสีพ่นรถยนต์ และครองอันดับ 1 ในตลาด จึงได้คิดค้นและพัฒนาระบบพ่นซ่อมสีรถอัจฉริยะ“แนกซ์ วิโลซิตี้ เพนต์ ซิสเต็ม”(NAX Velocity Paint System)เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการด้านบริการและสินค้าที่ครบวงจรมากที่สุดสามารถรองรับความต้องการของผู้ใช้ในยุคปัจจุบันที่เน้นความสะดวกรวดเร็วได้มาตรฐานสากล ด้วยประสิทธิภาพของระบบที่รวดเร็วกว่าปกติถึง 5 เท่าทำให้สามารถรองรับปริมาณรถยนต์ที่เข้ามาใช้บริการต่อวันได้มากขึ้น
“ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ให้ความสนใจในเรื่องความสะดวก รวดเร็ว ลูกค้าเจ้าของรถยนต์ที่เข้ารับบริการซ่อมสีต้องการรับบริการแบบ”ซ่อมด่วน” ลูกค้าผู้ใช้สีหรืออู่ซ่อมสีมีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบ สนองการทำงานที่สั้นประหยัดเวลาในการพ่นซ่อม รวมถึงต้องการสีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น “แนกซ์ วิโลซิตี้ เพนต์ ซิสเต็ม” ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดของนิปปอนเพนต์ที่คิดค้นและพัฒนาสีพ่นซ่อมรถยนต์ความเร็วสูงกว่าปกติถึง 5 เท่า ที่เน้นความสวยงาม สะดวกรวดเร็วได้มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ภายใต้แนวคิด “FAST&EASY SERVICE” โดยใช้เทคโนโลยีและกระบวนการผลิตรุ่นล่าสุด ผสานจุดเด่นของกลุ่มผลิตภัณฑ์“แนกซ์ (Nax)” ของนิปปอนเพนต์ที่ส่งเสริมการทำงานซึ่งกันและกันทำให้เมื่อใช้ระบบดังกล่าวทั้งสีโป๊ว สีรองพื้น สีทับหน้า และเคลียร์ทับหน้า จะช่วยลดเวลาทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานด้วยระบบพ่นซ่อมสีรถแบบทั่วไปซึ่งใช้เวลาเฉลี่ย ประมาณ 8 ชั่วโมง 20 นาทีต่อรถ 1 คัน แต่ระบบพ่นซ่อมสีรถความเร็วสูงของนิปปอนเพนต์ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง40 นาทีเท่านั้น ทำให้สามารถให้บริการลูกค้าได้เพิ่มขึ้น 5 คันต่อวัน ทำให้ศูนย์บริการ ดีลเลอร์ หรืออู่พ่นซ่อมขนาดใหญ่ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของเรานั้น สามารถดูแลลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการบริการได้มากขึ้น ในขณะที่คุณภาพงานไม่ได้ลดลงไปเลย พร้อมทั้งประหยัดพลังงาน,เวลาและค่าใช้จ่ายอีกด้วย” นายทวีชัย กล่าว
โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่นิปปอนเพนต์คิดค้นขึ้นเพื่อทำให้ระบบแนกซ์ วิโลซิตี้ เพนต์ ซิสเต็มกลายเป็นระบบพ่นซ่อม สีรถอัจฉริยะเร็วที่สุดในตลาดขณะนี้ คือ “แนกซ์ 2800 เอชพี 2K วีโลซิตี้ ไพร์เมอร์” (Nax 2800 HP 2K Velocity Primer) นวัตกรรมสีรองพื้น 2 เค อะคริลิค ยูรีเทน ชนิดแห้งเร็วพิเศษ สามารถขัดเงาได้ภายในเวลาเพียง 15 นาที ซึ่งเร็วกว่าไพร์เมอร์ทั่วไปถึง 2 เท่า จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระบบการทำงาน ทั้งยังใช้งานง่าย ตอบโจทย์การให้บริการพ่นซ่อมด่วน และทำให้นิปปอนเพนต์เป็นบริษัทสีพ่นซ่อมรถยนต์แห่งแรกและแห่งเดียวที่มีผลิตภัณฑ์แห้งเร็วตอบสนองครบทั้งกระบวนการและเร็วที่สุด
นายทวีชัยกล่าวต่อว่า ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ปี 2557 บริษัทฯ ได้จัดสรรงบการตลาดสำหรับระบบพ่นซ่อมสีรถอัจฉริยะเพื่อสร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่องกว่า 5 ล้านบาทโดยเน้นเจาะกลุ่มศูนย์บริการ และอู่ซ่อมสีมาตรฐานขนาดใหญ่ ด้วยการส่งทีมเทคนิคเข้าไปแนะนำและสาธิตการทำงานของระบบพ่น ”ซ่อมด่วน” กับกลุ่มเป้าหมายทั้งเจ้าของศูนย์บริการ และอู่ซ่อมสีมาตรฐาน รวมทั้งจัดทำวิดีโอสาธิตขั้นตอนทำงานเพื่อให้ช่างสีเข้าใจและทำงานได้ง่ายขึ้น ตลอดจนเน้นกิจกรรมส่งเสริมการขายแบบเข้มข้น ด้วยการผลักดันและกระจายสินค้าไปยังร้านค้าตัวแทนจำหน่าย ขณะเดียวกันก็ได้รุกเข้าถึงตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะอาเซียนซึ่งเริ่มใช้ระบบดังกล่าวนี้ที่สิงคโปร์เป็นประเทศแรก และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นเรื่องเวลาเป็นปัจจัยสำคัญ และจะขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ ต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้
สำหรับตลาดรวมสีพ่นซ่อมรถยนต์ในประเทศไทยปี 2557 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 3,750 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเพียง 5-10% จากสภาพการเมืองที่กระทบเศรษฐกิจโดยรวม ปัจจุบันบริษัทฯ มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 28% ซึ่งการตั้งเป้าให้ระบบพ่นซ่อมสีรถอัจฉริยะเป็นหัวหอกในการตลาดทำตลาดในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างบริษัทฯ มั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี คาดว่าสิ้นปีจะมีการเติบโตประมาณ 10 %
