Posted by Contemporary industry
Posted on 03:00
ในการศึกษาด้านโลหะวิทยาและวัสดุศาสตร์ การเข้าใจว่า Crack Nucleation หรือการเกิดนิวเคลียสของรอยแตกเกิดขึ้นได้อย่างไรเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะบริเวณ Grain Boundary (ขอบเกรน) ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่มักเกิดความเสียหายได้ง่ายที่สุด
1. กลไกการสะสมของ Dislocation (Dislocation Pile-up)
เมื่อวัสดุได้รับแรงกระทำ (Stress) Dislocations จะเคลื่อนที่ผ่านระนาบผลึก แต่เมื่อพวกมันไปถึงขอบเกรนที่มีการจัดเรียงตัวของอะตอมต่างทิศทางกัน Dislocations เหล่านี้จะหยุดชะงักและเกิดการสะสมตัว (Pile-up) ทำให้เกิดความเค้นหนาแน่นสูง ณ จุดนั้น
2. แบบจำลองของ Stroh (Stroh’s Model)
หลักการของ Stroh อธิบายว่าความเค้นที่สะสมจากการซ้อนทับของ Dislocation สามารถสูงพอที่จะเอาชนะแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอะตอม ส่งผลให้เกิดรอยแตกขนาดเล็ก (Micro-crack) ขึ้นมา โดยเงื่อนไขการเกิดจะขึ้นอยู่กับความยาวของกลุ่ม Dislocation และความเค้นเฉือน (Shear Stress)
3. พลังงานขอบเกรนและทิศทางของผลึก (Grain Boundary Energy)
ขอบเกรนที่มีพลังงานสูง (High-angle Grain Boundary) มักจะเป็นจุดเริ่มต้นของรอยแตกได้ดีกว่าขอบเกรนที่มีมุมต่ำ เนื่องจากความไม่ต่อเนื่องของการจัดเรียงตัวของอะตอมที่มากกว่า ทำให้รอยแตกสามารถขยายตัวได้ง่ายขึ้น
Key Takeaway: การควบคุมขนาดเกรน (Grain Refinement) จึงเป็นวิธีสำคัญในการเพิ่มความแข็งแรงและความเหนียวให้กับวัสดุ เพราะช่วยลดการสะสมความเค้น ณ จุดใดจุดหนึ่งเพียงอย่างเดียว
4. ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดรอยแตก
- อุณหภูมิ: อุณหภูมิสูงอาจทำให้ขอบเกรนอ่อนแอลง (Grain Boundary Sliding)
- อัตราความเค้น (Strain Rate): การดึงอย่างรวดเร็วเพิ่มโอกาสการเกิด Crack Nucleation
- สิ่งปนเปื้อน: ธาตุแปลกปลอมที่สะสมที่ขอบเกรนอาจทำให้วัสดุเปราะ
สรุปได้ว่าการอธิบาย Crack Nucleation จาก Grain Boundary ต้องอาศัยความเข้าใจทั้งในระดับอะตอมและระดับโครงสร้างจุลภาค เพื่อนำไปสู่การพัฒนาวัสดุที่ทนทานต่อการแตกหักได้ดียิ่งขึ้น
Posted by Contemporary industry
Posted on 21:00
ในการทำงานของเครื่องจักรหนัก ฟันเฟือง (Gears) ถือเป็นหัวใจสำคัญที่รับภาระกรรมมหาศาล ปัญหาที่พบบ่อยและอันตรายที่สุดคือการเกิดรอยร้าวขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หรือที่เรียกว่า รอยร้าวระดับจุลภาค (Micro-cracks) ซึ่งหากปล่อยไว้จะนำไปสู่การแตกหักเสียหายอย่างรุนแรง (Catastrophic Failure)
ทำไมต้องวิเคราะห์ที่ระดับจุลภาค?
จุดเริ่มต้นของรอยร้าวมักเกิดขึ้นที่บริเวณ Root Fillet หรือโคนฟันเฟือง เนื่องจากเป็นจุดที่มีความเค้นหนาแน่นสูง (Stress Concentration) การวิเคราะห์ในระดับจุลภาคช่วยให้เราทราบถึง:
- พฤติกรรมการขยายตัวของรอยร้าว (Crack Propagation)
- อิทธิพลของโครงสร้างเกรนในเนื้อโลหะ
- ความบกพร่องจากการผลิตหรือการชุบแข็งผิว
ขั้นตอนการวิเคราะห์จุดเริ่มต้นรอยร้าว
1. การเตรียมชิ้นงานทางโลหะวิทยา (Metallographic Preparation)
เริ่มจากการตัดส่วนที่คาดว่าจะมีรอยร้าวออกมา จากนั้นทำการหล่อเรซิน (Mounting) และขัดผิวให้เงาดั่งกระจก เพื่อเตรียมการส่องกล้องในขั้นตอนถัดไป
2. การส่องกราดด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (SEM Analysis)
การใช้กล้อง Scanning Electron Microscope (SEM) ช่วยให้เราเห็นลักษณะพื้นผิวแตกหัก (Fractography) ได้ชัดเจนที่สุด เราจะสังเกตเห็น Striations หรือร่องรอยการล้าของวัสดุ ซึ่งระบุได้ว่ารอยร้าวเริ่มต้นที่จุดใด
3. การตรวจสอบด้วยวิธีทางเคมีและโครงสร้าง (EDX & XRD)
เรามักใช้ Energy Dispersive X-ray (EDX) เพื่อตรวจสอบสิ่งเจือปน (Inclusions) ในเนื้อวัสดุ ซึ่งมักเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดรอยร้าวระดับจุลภาคได้ง่ายขึ้น
สรุปแนวทางการป้องกัน
การวิเคราะห์ จุดเริ่มต้นรอยร้าวในฟันเฟือง ไม่เพียงแต่ช่วยหาสาเหตุ แต่ยังช่วยในการออกแบบ การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance) เพื่อเปลี่ยนอะไหล่ก่อนที่ความเสียหายจะส่งผลกระทบต่อไลน์การผลิตทั้งหมด
วิศวกรรมเครื่องกล, การวิเคราะห์ความเสียหาย, เฟืองอุตสาหกรรม, กลศาสตร์วัสดุ
Posted by Contemporary industry
Posted on 15:00
ในการวิเคราะห์ความเสียหายของวัสดุ ความล้า (Fatigue) ถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ชิ้นส่วนวิศวกรรมล้มเหลว การใช้ภาพถ่ายทางจุลภาคหรือ Microscopic Image จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการถอดรหัสว่ารอยแตกเริ่มเกิดขึ้นที่ไหนและขยายตัวอย่างไร
1. การระบุจุดเริ่มต้นของรอยแตก (Crack Initiation)
ขั้นตอนแรกของการวิเคราะห์คือการมองหา Initiation Site โดยใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (SEM) เพื่อตรวจหาจุดรวมความเค้น เช่น รอยขีดข่วน, สารมลทิน (Inclusions) หรือรูพรุนในเนื้อวัสดุ การเข้าใจจุดเริ่มต้นช่วยให้เราปรับปรุงกระบวนการออกแบบเพื่อลดความเสี่ยงได้
2. การสังเกตลายเส้นการขยายตัว (Striations and Beach Marks)
ลักษณะเด่นของ กลไกความล้า คือการทิ้งร่องรอยที่เรียกว่า:
- Beach Marks: มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือกล้องกำลังขยายต่ำ บ่งบอกถึงช่วงเวลาการทำงานและการหยุดพัก
- Fatigue Striations: รอยเส้นขนานระดับไมโครเมตรที่บ่งบอกถึงการขยายตัวของรอยแตกในแต่ละรอบของการรับแรง (Cycle)
3. การวิเคราะห์ความเค้นด้วยภาพจุลภาค (Stress Analysis)
ความหนาแน่นและระยะห่างของ Striations สามารถนำมาคำนวณย้อนกลับเพื่อหาอัตราการขยายตัวของรอยแตกตามสมการทางกลศาสตร์การแตกหัก (Fracture Mechanics) ซึ่งช่วยให้ประเมินอายุการใช้งานที่เหลืออยู่ของชิ้นส่วนเครื่องจักรได้อย่างแม่นยำ
สรุป: การใช้ภาพจุลภาคอย่างเป็นระบบไม่เพียงแต่ช่วยให้เราทราบสาเหตุการพังทลาย แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาวัสดุศาสตร์ให้มีความทนทานต่อแรงซ้ำจำเจในอนาคต
Posted by Contemporary industry
Posted on 03:00
ในโลกของวิศวกรรมและการผลิต Micro-crack หรือรอยร้าวขนาดเล็กจิ๋ว คือศัตรูเงียบที่บ่อนทำลายความแข็งแรงของโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นในแผงวงจร (PCB), เซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cells) หรือชิ้นส่วนโลหะ เนื่องจากรอยเหล่านี้ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า การรู้วิธีการตรวจจับที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
1. การตรวจจับด้วยสารแทรกซึม (Dye Penetrant Inspection - DPI)
วิธีพื้นฐานที่ได้ผลดีเยี่ยมสำหรับพื้นผิวที่ไม่พรุน คือการใช้สารสีที่มีความตึงผิวต่ำฉีดลงบนชิ้นงาน เพื่อให้สีแทรกซึมลงไปในรอยร้าว จากนั้นจึงใช้สารเร่งปฏิกิริยา (Developer) เพื่อดึงสีขึ้นมาให้เราเห็นรอยเด่นชัดขึ้น
2. การใช้คลื่นความถี่สูง (Ultrasonic Testing)
การตรวจจับ Micro-crack ด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงช่วยให้เรา "มองเห็น" เข้าไปข้างในเนื้อวัสดุได้ เมื่อคลื่นเสียงกระทบกับรอยแยกภายใน จะเกิดการสะท้อนกลับที่ผิดปกติ ทำให้ระบุตำแหน่งและความลึกของรอยร้าวได้อย่างแม่นยำ
3. การตรวจสอบด้วยกระแสวน (Eddy Current Testing)
เหมาะสำหรับวัสดุที่เป็นตัวนำไฟฟ้า โดยการสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นมา หากมี Micro-crack ขวางกั้น การไหลของกระแสวนจะเปลี่ยนไป ซึ่งเซนเซอร์จะจับความผิดปกตินี้ได้ทันที
4. การถ่ายภาพความร้อน (Infrared Thermography)
เมื่อเราให้ความร้อนกับชิ้นงาน บริเวณที่มีรอยร้าวจะมีการระบายความร้อนที่ต่างจากส่วนอื่น กล้องถ่ายภาพความร้อนจะแสดงให้เห็นถึงจุดที่อุณหภูมิผิดปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงรอยร้าวที่ซ่อนอยู่
สรุป
การเลือกใช้วิธีการตรวจจับ Micro-crack ขึ้นอยู่กับประเภทวัสดุและงบประมาณของคุณ การตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสียหาย แต่ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยและอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ในระยะยาว
Posted by Contemporary industry
Posted on 21:00
ในการศึกษาวัสดุศาสตร์ การเข้าใจว่าวัสดุเกิดการเปลี่ยนรูปอย่างถาวรหรือ Plastic Deformation เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะช่วยให้เราทำนายความแข็งแรงและอายุการใช้งานของโลหะหรือโพลิเมอร์ได้ เครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในงานนี้คือ Electron Microscopy (EM) ซึ่งให้ความละเอียดสูงกว่ากล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงทั่วไปอย่างมาก
กลไกการเกิด Plastic Deformation
Plastic Deformation เกิดขึ้นเมื่อวัสดุถูกแรงกระทำจนโครงสร้างผลึกภายในเกิดการเคลื่อนที่อย่างถาวร โดยมีกลไกหลักคือการเคลื่อนที่ของ Dislocations (รอยเลื่อนในโครงสร้างผลึก) และการเกิด Twinning การวิเคราะห์ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนช่วยให้เรา "เห็น" การจัดเรียงตัวเหล่านี้ได้ชัดเจน
เทคนิค Electron Microscopy ที่นิยมใช้
- Transmission Electron Microscopy (TEM): ใช้เพื่อส่องผ่านตัวอย่างที่บางมาก เพื่อดูลักษณะของ Dislocations และแผนผังการเลื่อน (Slip planes) ในระดับอะตอม
- Scanning Electron Microscopy (SEM): ใช้ตรวจดูพื้นผิวที่เกิดการเสียรูป เช่น การเกิด Slip bands หรือรอยแตก (Fracture surface)
- Electron Backscatter Diffraction (EBSD): เทคนิคสำคัญที่ติดตั้งใน SEM เพื่อวิเคราะห์การเรียงตัวของผลึก (Grain orientation) และวัดค่า Strain ที่สะสมอยู่ในวัสดุ
ทำไมต้องใช้ EM ในการวิเคราะห์?
การใช้ Electron Microscopy วิเคราะห์ Plastic Deformation ช่วยให้วิศวกรและนักวิจัยสามารถระบุจุดอ่อนของโครงสร้างได้แม่นยำ นอกจากนี้ยังช่วยในการพัฒนาวัสดุใหม่ๆ ที่มีความทนทานต่อการเสียรูปสูงขึ้น (Ductility) โดยการควบคุมขนาดเกรนและจำนวน Dislocation ภายในเนื้อวัสดุ
สรุป: การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี EM ทำให้เราก้าวข้ามขีดจำกัดของการสังเกตการณ์แบบเดิม เข้าสู่การวิเคราะห์เชิงลึกที่อธิบายพฤติกรรมของวัสดุในสภาวะวิกฤตได้อย่างแท้จริง
Posted by Contemporary industry
Posted on 15:00
ในการตรวจสอบความเสียหายของวัสดุหรือโครงสร้างเหล็ก การระบุว่าความเสียหายเกิดจากอะไรถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด "รอยแตกจากความล้า" (Fatigue Crack) และ "การแตกฉับพลัน" (Sudden Fracture) อาจดูคล้ายกันในตอนแรก แต่หากพิจารณาที่ผิวรอยแตก (Fracture Surface) จะพบรอยนิ้วมือของสาเหตุที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
1. รอยแตกจากความล้า (Fatigue Crack): ภัยเงียบจากการใช้งาน
รอยแตกชนิดนี้เกิดขึ้นจากการได้รับแรงกระทำซ้ำๆ (Cyclic Loading) แม้แรงนั้นจะน้อยกว่าความแข็งแรงสูงสุดของวัสดุก็ตาม
- ลักษณะเด่น: ผิวรอยแตกมักจะเรียบและมีเครื่องหมายที่เรียกว่า Beach Marks หรือรอยริ้วคลื่น
- กระบวนการ: เริ่มจากจุดบกพร่องเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายตัวจนพื้นที่หน้าตัดที่เหลือไม่สามารถรับภาระได้อีกต่อไป
2. การแตกฉับพลัน (Sudden/Brittle Fracture): ความล้มเหลวในพริบตา
เกิดขึ้นเมื่อวัสดุได้รับแรงเกินขีดจำกัด หรืออยู่ในสภาวะที่ไม่เหมาะสม เช่น อุณหภูมิต่ำมาก จนทำให้เกิดการแตกหักทันทีโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า
- ลักษณะเด่น: ผิวรอยแตกจะมีลักษณะหยาบ เป็นเกล็ด (Granular) หรือเห็นเป็นรูปตัว V (Chevron Marks) ชี้กลับไปยังจุดเริ่มต้น
- กระบวนการ: การแตกร้าวลามด้วยความเร็วสูงมาก เกือบเท่าความเร็วเสียงในวัสดุนั้น
ตารางเปรียบเทียบ: ความแตกต่างที่ชัดเจน
| หัวข้อเปรียบเทียบ |
รอยแตกจากความล้า |
การแตกฉับพลัน |
| ประเภทของแรง |
แรงซ้ำๆ (Cyclic) |
แรงกระแทก/แรงเกิน (Overload) |
| ลักษณะผิวสัมผัส |
เรียบ, มี Beach Marks |
หยาบ, เป็นผลึก/เกล็ด |
| ความเร็วการเกิด |
ช้า (ใช้เวลานาน) |
รวดเร็วทันทีทันใด |
สรุปวิธีการแยกแยะเพื่อการซ่อมบำรุง
การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Fatigue และ Sudden Fracture ช่วยให้วิศวกรและช่างเทคนิคสามารถวางแผนป้องกันได้ถูกจุด หากเป็นความล้า ต้องพิจารณาเรื่องการออกแบบและการกระจายแรงใหม่ แต่หากเป็นการแตกฉับพลัน ต้องตรวจสอบเรื่องคุณภาพวัสดุและสภาพแวดล้อมในการใช้งาน
Posted by Contemporary industry
Posted on 03:00
ในการอุตสาหกรรมการผลิตเฟืองเกียร์ (Gear Manufacturing) การควบคุมคุณภาพระดับไมโครเมตรและนาโนเมตรเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อยืดอายุการใช้งานและลดการสึกหรอ บทความนี้จะเจาะลึก เทคนิคการเปรียบเทียบข้อมูล SEM และ TEM เพื่อให้วิศวกรและนักวิจัยเลือกใช้เครื่องมือได้อย่างถูกต้อง
1. SEM (Scanning Electron Microscopy): การสำรวจพื้นผิวและรอยร้าว
การใช้ SEM ในงานเฟืองเกียร์มักเน้นไปที่การดูภาพรวมของ Surface Morphology เช่น:
- การวิเคราะห์รอยแตก (Fractography) ของฟันเฟือง
- การตรวจสอบการหลุดร่อน (Pitting) และการกัดกร่อน
- การวัดความหยาบของผิวสัมผัสหลังการชุบแข็ง
จุดเด่น: ให้ภาพ 3 มิติที่มีความลึกชัดสูง ช่วยให้เห็นลักษณะการแตกหักได้ชัดเจน
2. TEM (Transmission Electron Microscopy): การส่องทะลุโครงสร้างภายใน
เมื่อต้องการวิเคราะห์ลึกไปถึงระดับอะตอมของโลหะที่ใช้ทำเฟือง TEM คือคำตอบ:
- การศึกษาโครงสร้างผลึก (Crystalline Structure) หลังผ่านกระบวนการความร้อน
- การวิเคราะห์การตกตะกอน (Precipitation) ของธาตุผสมที่ส่งผลต่อความแข็งแรง
- การตรวจสอบรอยบกพร่องในเนื้อวัสดุ (Dislocations) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความเสียหาย
จุดเด่น: มีกำลังขยายสูงกว่า SEM มาก สามารถมองเห็นการเรียงตัวของอะตอมได้
ตารางเปรียบเทียบ SEM vs TEM สำหรับงานเฟืองเกียร์
| หัวข้อเปรียบเทียบ |
SEM (Scanning) |
TEM (Transmission) |
| เป้าหมายหลัก |
พื้นผิวภายนอก (Surface) |
โครงสร้างภายใน (Internal) |
| ลักษณะภาพ |
3 มิติ (3D View) |
2 มิติ (2D Projection) |
| การเตรียมชิ้นงาน |
ง่าย ไม่ซับซ้อน |
ยากมาก (ต้องตัดชิ้นงานให้บางกริบ) |
สรุป: ควรเลือกใช้เทคนิคไหน?
หากคุณต้องการหาสาเหตุว่า "ทำไมเฟืองถึงหัก" จากลักษณะรอยร้าวภายนอก SEM คือเครื่องมือที่เหมาะสมที่สุด แต่หากต้องการพัฒนาสูตรโลหะใหม่หรือวิเคราะห์ความเค้นระดับลึก TEM จะให้ข้อมูลเชิงลึกที่ SEM ให้ไม่ได้
การผสมผสานทั้งสองเทคนิคจะช่วยให้การวิเคราะห์ความเสียหายของเฟืองเกียร์ (Gear Failure Analysis) ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบและแม่นยำที่สุด
Posted by Contemporary industry
Posted on 21:00
ในการพัฒนาวัสดุศาสตร์ การเข้าใจว่าทำไมวัสดุถึงเสื่อมสภาพลงถือเป็นกุญแจสำคัญ Transmission Electron Microscopy (TEM) จึงเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ในการส่องสำรวจโครงสร้างระดับอะตอม เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผลึกที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก
ทำไมต้องใช้ TEM ในการวิเคราะห์การเสื่อมสภาพ?
เมื่อวัสดุเกิดการเสื่อมสภาพ (Degradation) มักเกิดการเปลี่ยนแปลงที่มองไม่เห็นในระดับไมโคร เช่น การเกิดข้อบกพร่องในผลึก (Crystal Defects), การแยกตัวของเฟส (Phase Separation) หรือการขยายตัวของรอยร้าวขนาดเล็ก การใช้ TEM ช่วยให้เราเห็น:
- Lattice Distortion: การบิดเบี้ยวของระนาบผลึก
- Amorphization: การเปลี่ยนจากโครงสร้างผลึกเป็นโครงสร้างอสัณฐาน
- Chemical Mapping: การกระจายตัวของธาตุที่เปลี่ยนไปผ่านเทคนิค EDS หรือ EELS
ขั้นตอนการวิเคราะห์โครงสร้างผลึกด้วย TEM
1. การเตรียมตัวอย่าง (Sample Preparation)
เนื่องจากลำอิเล็กตรอนต้องทะลุผ่านตัวอย่าง ตัวอย่างจึงต้องมีความบางน้อยกว่า 100 นาโนเมตร โดยมักใช้เทคนิค Focused Ion Beam (FIB) เพื่อตัดชิ้นงานเฉพาะจุดที่เกิดการเสื่อมสภาพ
2. การถ่ายภาพในโหมด HRTEM
High-Resolution TEM (HRTEM) ช่วยให้เราเห็นการจัดเรียงตัวของอะตอมโดยตรง ทำให้สามารถระบุได้ว่าจุดไหนที่ระนาบผลึกเริ่มผิดเพี้ยนไปจากเดิม
3. การวิเคราะห์ด้วย Selected Area Electron Diffraction (SAED)
เทคนิค SAED ใช้เพื่อยืนยันความเป็นผลึก หากรูปแบบจุด (Diffraction Spots) เริ่มจางลงหรือกลายเป็นวงแหวน (Rings) แสดงว่าโครงสร้างผลึกนั้นเริ่มเสื่อมสภาพและกลายเป็น Polycrystalline หรือ Amorphous
สรุปผลการวิเคราะห์
การวิเคราะห์ด้วย TEM ไม่เพียงแต่บอกว่าวัสดุพังอย่างไร แต่ยังบอกถึง "สาเหตุ" ในระดับลึก ช่วยให้นักวิจัยสามารถปรับปรุงสูตรโครงสร้างผลึกให้มีความทนทานต่อการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น
Posted by Contemporary industry
Posted on 15:00
ในการวิเคราะห์ความเสียหายของวัสดุ (Failure Analysis) หนึ่งในหลักฐานที่สำคัญที่สุดคือ Fatigue Striation หรือ "ร่องรอยความล้า" ซึ่งเป็นเครื่องหมายยืนยันว่าวัสดุนั้นเกิดการแตกร้าวจากการรับแรงซ้ำๆ (Cyclic Loading) บทความนี้จะเจาะลึกหลักการวิเคราะห์ด้วยกล้อง SEM เพื่อความแม่นยำในการหาสาเหตุการพังทลาย
Fatigue Striation คืออะไร?
Striations คือรอยขีดขนาดเล็กในระดับไมโครเมตรที่ปรากฏบนพื้นผิวรอยแตก (Fracture Surface) โดยแต่ละเส้นมักจะหมายถึงการขยายตัวของรอยแตก (Crack Growth) ในหนึ่งรอบของการรับแรง (One Load Cycle)
หลักการวิเคราะห์ด้วยกล้อง SEM
การใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบสแกน (Scanning Electron Microscope: SEM) มีความจำเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากมีกำลังขยายสูงและระยะชัดลึก (Depth of Field) ที่ดีเยี่ยม โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้:
- การเตรียมตัวอย่าง: ต้องทำความสะอาดพื้นผิวรอยแตกด้วยน้ำยาเคมีหรือคลื่นเสียง (Ultrasonic) เพื่อขจัดคราบน้ำมันและสนิมโดยไม่ทำลายลักษณะทางสัณฐานวิทยา
- การหาทิศทางการขยายตัว: Striations จะเรียงตัวในทิศทางที่ตั้งฉากกับทิศทางการขยายตัวของรอยแตก (Crack Propagation)
- การคำนวณ Crack Growth Rate: ระยะห่างระหว่าง Striation (Striation Spacing) สามารถนำมาคำนวณหาอัตราการลามของรอยแตกเพื่อประเมินอายุการใช้งานที่เหลืออยู่
ข้อควรระวัง: อย่าสับสนระหว่าง Striations กับ Beach Marks; โดย Beach Marks สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและบ่งบอกถึงช่วงเวลาการทำงานที่ต่างกัน แต่ Striations ต้องส่องด้วย SEM เท่านั้น
สรุปความสำคัญ
การวิเคราะห์ Fatigue Striation ช่วยให้วิศวกรสามารถระบุสภาวะความเค้น (Stress State) และประวัติการรับแรงของชิ้นส่วนได้ ทำให้การปรับปรุงการออกแบบและการเลือกวัสดุในอนาคตมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
Posted by Contemporary industry
Posted on 03:00
การวิเคราะห์ความเสียหายของโลหะด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (Scanning Electron Microscopy หรือ SEM) เป็นขั้นตอนสำคัญในการทำ Fractography เพื่อระบุหาสาเหตุที่แท้จริงของการแตกร้าว โดยเฉพาะการระบุจุด Fatigue Crack Initiation ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการปรับปรุงการออกแบบและป้องกันความเสียหายในอนาคต
ลักษณะเด่นของจุดเริ่มต้นรอยร้าว (Initiation Site)
ในการอ่านภาพ SEM เพื่อหาจุดเริ่มต้นของรอยร้าวล้า (Fatigue) เรามักจะมองหาลักษณะทางกายภาพที่บ่งบอกถึงการรวมตัวของความเค้น (Stress Concentration) ดังนี้:
- Surface Defects: รอยขีดข่วน, รอยบุบ หรือความไม่สมบูรณ์ของผิวชิ้นงาน
- Inclusions: สารมลทินปนเปื้อนในเนื้อวัสดุ ซึ่งมักเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เกิดการแยกตัว
- Porosity: รูพรุนที่เกิดจากกระบวนการหล่อหรือการผลิต
เทคนิคการไล่เรียงทิศทางรอยร้าว
เพื่อให้ระบุจุด Initiation ได้แม่นยำ วิศวกรวัสดุต้องสังเกตเครื่องหมายบนผิวรอยแตก (Fracture Surface) ต่อไปนี้:
- Ratchet Marks: รอยหยักบริเวณขอบผิวชิ้นงาน บ่งบอกว่ามีจุดเริ่มรอยร้าวหลายจุดที่มาบรรจบกัน
- River Lines: เส้นลักษณะคล้ายแม่น้ำที่จะลู่เข้าหาจุดเริ่มต้น (Origin) เสมอ
- Beach Marks: แม้จะเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ใน SEM จะช่วยยืนยันการขยายตัวของรอยร้าวในแต่ละรอบภาระ
ขั้นตอนการวิเคราะห์ด้วย SEM
การปรับกำลังขยาย (Magnification) เป็นเรื่องสำคัญ เริ่มจากการใช้กำลังขยายต่ำเพื่อดูภาพรวมของ Fracture Surface แล้วจึงไล่ตามแนว River Lines ย้อนกลับไป จนกระทั่งพบจุดที่มีลักษณะเรียบที่สุดหรือมีสิ่งปนเปื้อน ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของความเสียหาย