เคยสงสัยไหมครับว่า เครื่องบินขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักหลายสิบตัน สามารถลอยอยู่บนท้องฟ้าได้อย่างเรียบเนียนได้อย่างไร? คำตอบไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด แต่ซ่อนอยู่ในหลักการทางฟิสิกส์และ Automotive engineering principles ที่ประยุกต์ใช้เรื่องอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) มาควบคุมแรงลมได้อย่างน่าทึ่ง
หลักการของเบอร์นูลลี (Bernoulli’s Principle) หัวใจของการเกิดแรงยก
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เครื่องบินลอยตัวได้คือ "การออกแบบทรงปีก" (Airfoil) ปีกของเครื่องบินจะถูกออกแบบให้มีความโค้งมนที่ด้านบน และมีความเรียบตรงกว่าที่ด้านล่าง
เมื่อเครื่องบินพุ่งทะยานไปข้างหน้า กระแสอากาศที่ไหลผ่านด้านบนของปีกจะต้องเดินทางเป็นระยะทางที่ไกลกว่า จึงต้องเคลื่อนที่ด้วย "ความเร็วสูงกว่า" อากาศที่ไหลผ่านใต้ปีก ตามหลักการของเบอร์นูลลี (Bernoulli’s Principle) ยิ่งอากาศเคลื่อนที่เร็ว ความดันอากาศก็จะยิ่งลดต่ำลง ทำให้เกิดพื้นที่ความดันต่ำที่ด้านบนปีก ในขณะที่อากาศใต้ปีกซึ่งเคลื่อนที่ช้ากว่าจะมีแรงดันสูงกว่า ความแตกต่างของแรงดันนี้เองที่สร้าง "แรงยก" (Lift) พยุงให้เครื่องบินลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าได้
จากปีกเครื่องบินสู่เทคโนโลยียานยนต์
สิ่งที่น่าสนใจคือ ความรู้เรื่องแรงยกและความดันอากาศไม่ได้หยุดอยู่แค่ในอุตสาหกรรมการบินเท่านั้น แต่นักออกแบบยานยนต์ได้นำ Automotive engineering principles เหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในทางตรงกันข้ามได้อย่างแยบคาย!
สำหรับรถยนต์ โดยเฉพาะรถแข่งหรือรถสปอร์ตสมรรถนะสูง วิศวกรไม่ได้ต้องการ "แรงยก" แต่ต้องการ "แรงกด" (Downforce) เพื่อให้รถยึดเกาะถนนได้ดีที่สุด จึงมีการติดตั้งสปอยเลอร์ (Spoiler) หรือปีกหลังที่มีรูปทรงกลับด้านกับปีกเครื่องบิน เพื่อทำให้อากาศด้านล่างเคลื่อนที่เร็วกว่าด้านบน เกิดแรงกดให้ตัวรถแนบติดกับพื้นถนน สร้างความเสถียรและการควบคุมที่ดีเยี่ยมในขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง
สรุป
การเข้าใจเรื่องการไหลของอากาศและความดัน ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราหายสงสัยว่าเครื่องบินลอยได้อย่างไร แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการนำ Automotive engineering principles และหลักฟิสิกส์พื้นฐานมาต่อยอดในการพัฒนายานพาหนะ ไม่ว่าจะบนอากาศหรือบนท้องถนน เพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุดในการเดินทาง