“โครงการศึกษาความเป็นไปได้ ในการส่งเสริมการผลิตและใช้จั กรยานไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้ าขนาดเล็กในประเทศไทย”เป็นความร่วมมือของ 4 หน่วยงาน ระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้ าธนบุรี (มจธ.), มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุ แห่งชาติ (MTEC) สนับสนุนโดยโครงการร่วมสนับสนุ นวิจัยและพัฒนา กฟผ.และ สวทช. มีระยะเวลาในการดำเนินโครงการ 18 เดือน ( ตั้งแต่เดือน ธันวาคม 2557 – พฤษภาคม 2559 ) ล่าสุดได้มีการจัดประชุมสั มมนาเผยแพร่ผลการศึ กษาโครงการฯขึ้นเมื่อวันจันทร์ ที่ 25 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมจำรัส ฉายะพงศ์ มจธ.
รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้ าธนบุรี กล่าวเปิดงานว่า มจธ.ตระหนักถึงความสำคั ญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้ อมและการใช้พลังงานอย่างมีประสิ ทธิภาพ เห็นได้จากการจัดทำแผนยุ ทธศาสตร์ “KMUTT Sustainability Strategic Plan2010 – 2020” ซึ่งในด้านการคมนาคมขนส่งมีเป้ าหมายที่จะมุ่งเน้ นการลดการปลดปล่อยมลพิ ษภายในมหาวิทยาลัย ดังนั้น โครงการนี้ถือเป็นโครงการฯ ที่มีประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัย สังคมและต่อประเทศชาติเป็นอย่ างยิ่ง ในการส่งเสริมการผลิตและการใช้ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ ไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งไม่มีการปลดปล่อยมลพิษ และยังเป็นต้นแบบให้เห็นถึ งประโยชน์ในการหันมาใช้ยานยนต์ ไฟฟ้า
คุณภัทรพงศ์ เทพา ผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารงานวิจัยและพัฒนา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า โครงการศึกษาความเป็นไปได้ ในการส่งเสริมการผลิตและใช้จั กรยานไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้ าขนาดเล็กในประเทศไทยนี้ จะมีส่วนช่วยลดการใช้พลังงานที่ เป็นสาเหตุของการปลดปล่อยก๊ าซเรือนกระจกที่เป็นปัญหาสำคั ญของโลกและโครงการฯ ยังได้ศึกษาถึงผลกระทบต่อการใช้ ไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ กฟผ.จะต้องตอบสังคมให้ได้ว่า เมื่อมีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่ มมากขึ้น การผลิตไฟฟ้าจะเพียงพอต่อความต้ องการที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ และการไฟฟ้าฯ ได้มีการเตรียมความพร้อมเรื่ องนี้ไว้อย่างไรบ้าง ดังนั้น ผลการศึกษาโครงการนี้ จะเป็นหนึ่งในคำตอบที่ให้กับ กฟผ.ในการวางแผนการจัดการการใช้ ไฟฟ้าให้เกิดประสิทธิภาพสู งมากขึ้น และหวังว่าผลการศึกษาจะช่วยให้ หันมาตระหนักถึงสิ่งสำคัญด้านปั ญหามลพิษและความมั่นคงด้านพลั งงาน รวมถึงหันมาใช้จักรยานยนต์ และยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กเพิ่ มมากขึ้น
รศ.ดร.ธำรงรัตน์ มุ่งเจริญ ประธานคลัสเตอร์พลังงานและสิ่ งแวดล้อม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า จากมติ ครม.เมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบแผนมุ่งเป้าด้านการวิจั ยและพัฒนาเพื่อสนับสนุนอุ ตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้ าของประเทศไทย ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเสนอ พร้อมกำหนดเป้าหมายให้ ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมการผลิต ประกอบ และพัฒนาพัฒนาชิ้นส่วนยานยนต์ ไฟฟ้าภายในปี 2564 เพื่อส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์ กลางยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค โดยแผนฯ ดังกล่าวมุ่งเน้นให้มีการพั ฒนาเทคโนโลยีและทดลองใช้จริงให้ ได้ แบ่งเป็น 4 แผนงานวิจัย คือ 1) ด้านแบตเตอรี่และระบบจัดการพลั งงาน 2) ด้านมอเตอร์และระบบขับเคลื่อน 3) ด้านโครงสร้างน้ำหนั กเบาและการประกอบ ซึ่งจะทำให้น้ำหนักรถเบาลง และ 4) ด้านการพัฒนานโยบาย มาตรฐาน และบุคลากรรองรับอุ ตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งผลการศึกษาโครงการนี้ ก็จะสอดคล้องกับเป้าหมายของรั ฐบาล และถือว่าเป็นการระดมสมองช่วยกั นคิด ช่วยกันปรับปรุงพัฒนารถจั กรยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้ าขนาดเล็กในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังจะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนทั่ วไปรู้จักและหันมาใช้รถจั กรยานยนต์ไฟฟ้าและมีการพั ฒนายานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กซึ่งยั งไม่เป็นที่รู้จักให้แพร่ หลายเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ภายในงานยังได้รับเกี ยรติจากคุณวิชัย จิราธิยุต ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวถึง“สถานการณ์อุตสาหกรรมจั กรยานยนต์ไทยและแนวโน้มการใช้จั กรยานยนต์ไฟฟ้า” ว่า ประเทศในเอเชียนิยมใช้รถจั กรยานยนต์ถึงกว่าร้อยละ 90 ของการใช้รถจักรยานยนต์ของโลก และประเทศที่มีการผลิตจั กรยานยนต์มากที่สุดในเอเชีย คือ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และไทยตามลำดับ โดยเฉพาะจีนแม้จะมีปริมาณความต้ องการใช้ในประเทศค่อนข้างมาก แต่การผลิตส่วนใหญ่เน้นการส่ งออกเป็นหลัก แต่ล่าสุดจีนมีนโยบายที่จะลดปริ มาณการใช้จักรยานยนต์ที่ไม่ใช้ ไฟฟ้าลง เพราะจีนมีปัญหาเรื่องของมลภาวะ และหันมาสนับสนุนมาตรการที่เกี่ ยวกับจักรยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น กลับกันประเทศไทยซึ่งเป็ นฐานการผลิตรถจักรยานยนต์ทุกค่ ายทั้งจากค่ายญี่ปุ่นและค่ายยุ โรป สามารถผลิตรถจักรยานยนต์ได้ปีละ 2 ล้านคัน ส่วนใหญ่ใช้เองในประเทศกว่า 1.6 ล้านคันต่อปี ขณะที่ส่งออกรถจักรยานยนต์เพียง 4-5 แสนคันต่อปี แต่ในช่วง 2- 3 ปีที่ผ่านมาไทยเริ่มมีการส่ งออกรถจักรยานยนต์ โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์เพิ ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเริ่มเป็นที่นิ ยมและไทยยังเป็นฐานในการส่ งออกบิ๊กไบค์ในภูมิภาค จึงมองว่าประเทศไทยยังมีศั กยภาพในการเป็นผู้ผลิตจั กรยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้ าขนาดเล็ก แม้ยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ ไฟฟ้าในไทยขณะนี้จะมีปริมาณลดลง แต่แนวโน้มการใช้จักรยานยนต์ ไฟฟ้ามาแน่ ดังนั้นภาครัฐและหน่วยงานที่เกี ่ยวข้องควรส่งเสริมมาตรการที่ จะให้เกิดการใช้รถจักรยานยนต์ ไฟฟ้าให้มากขึ้น เรื่องของนโยบายสนับสนุน มาตรการด้านภาษีเพื่อจูงใจ รวมถึงการกำหนดมาตรฐานด้ านความปลอดภัยและมาตรฐานของชิ้ นส่วนต่างๆ
ผศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้า ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ จาก มจธ. กล่าวว่า ประเทศไทยมีรถจักรยานยนต์ 20 ล้านคัน แต่มีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าไม่ถึง 10,000 คัน อีกทั้งยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กยั งไม่มีการใช้งานในประเทศไทย และไม่มีนโยบายส่งเสริมจากภาครั ฐที่ชัดเจน ซึ่งทีมวิจัยได้มองเห็นข้อดี ในการส่งเสริมให้เกิดการใช้ เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าด้วยรู ปแบบการใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่ อสิ่งแวดล้อม คำถามที่สำคัญของทีมวิจัยคื อทำไมเทคโนโลยีใหม่ที่ดีเช่นนี้ จึงไม่เป็นที่แพร่ หลายในประเทศไทย โครงการนี้ จึงเป็นการศึกษา รวบรวมข้อมูลจากการทดสอบจริ งโดยผู้บริโภค และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย พร้อมมาตรการต่างๆ เพื่อเสนอต่อหน่วยงานภาครัฐที่ เกี่ยวข้อง
ซึ่งจากการประเมิ นภาพรวมเทคโนโลยีของรถจั กรยานยนต์ไฟฟ้า รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ นักวิจัยโครงการฯ กล่าวว่า จากผลการทดสอบตามมาตรฐานจั กรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีขายอยู่ในปั จจุบัน มีระยะทางการวิ่งและความเร็วต่ ำกว่าค่าที่ผู้ผลิตกำหนดค่อนข้ างมากด้วยข้อจำกัดตัวแบตเตอรี่ และการออกแบบตัวรถเป็นหลัก จึงได้ เสนอแนวทางการออกแบบโครงสร้ างใหม่เพื่อให้ได้รถจักรยานยนต์ ไฟฟ้าที่ใกล้เคียงกับความต้ องการของผู้บริโภค
ด้านการประเมินพฤติกรรมการใช้จั กรยานยนต์ไฟฟ้า ดร.ปิยธิดา ไตรนุรักษ์ นักวิจัยโครงการฯ กล่าวว่า มุมมองของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ เห็นว่าการออกตัว ระยะเวลาการประจุไฟ และระยะทางที่วิ่งได้ต่ อการประจุไฟหนึ่งครั้ง ยังเป็นประเด็นที่ต้องปรับปรุ งแก้ไขสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ส่วนใหญ่เห็นว่าหากมีการพั ฒนาในเรื่องอายุการใช้ งานของแบตเตอรี่ให้นานขึ้น การทำให้สามารถวิ่งในระยะทางที่ ไกลขึ้นต่อการประจุไฟแต่ละครั้ง รวมถึงการพัฒนาระบบประจุไฟฟ้ าเร็ว (Quick charging) ที่ทำให้ระยะเวลาประจุไฟสั้นลง จะทำให้เกิดการใช้รถจักรยานยนต์ ไฟฟ้ามากขึ้น เนื่องจากข้อได้เปรียบในเรื่ องค่าใช้จ่ายต่อระยะทางของรถจั กรยานยนต์ไฟฟ้าที่น้อยกว่า 20 สตางค์ต่อกิโลเมตร เมื่อคำนวณจากอัตราค่าไฟฟ้าในปั จจุบัน
ขณะที่การประเมินผลกระทบทางด้ านเศรษฐศาสตร์ พลังงาน และสิ่งแวดล้อมนั้น ดร.นุวงศ์ ชลคุป นักวิจัยโครงการฯ จากศูนย์เทคโนโลยีและวัสดุแห่ งชาติ (MTEC) สวทช. กล่าวว่า เมื่อมีการคาดการณ์การขยายตั วของเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้ ารถโดยสารไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ ไฟฟ้าในอนาคต พบว่า ภายในปี 2579 สามารถลดการนำเข้าเชื้อเพลิ งฟอสซิลสะสมได้ถึง 4 แสนล้านบาทและลดการปลดปล่อยก๊ าซเรือนกระจกสะสมได้กว่า 90 ล้านตันของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่าโดยมีความต้องการใช้ พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากที่ คาดการณ์ไว้ในกรณีที่ไม่มี ยานยนต์ไฟฟ้าเพียง 2% เท่านั้น
ทั้งนี้ ผศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล หัวหน้าโครงการ ยังได้กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า การจัดงานในครั้งนี้จะทำให้ได้ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการส่ งเสริมให้เกิดการใช้และการผลิ ตจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์ มากขึ้นและภาครัฐที่เกี่ยวข้ องและเอกชนที่สนใจสามารถนำไปใช้ ประโยชน์ได้ต่อไป