ยานยนต์อุตสาหกรรม ระบบส่งกำลัง
แม้ว่ายานยนต์อุตสาหกรรมจะมีระบบขับเคลื่อนล้อหน้า โครงสร้างระบบส่งกำลังของยานยนต์อุตสาหกรรมนั้นเหมือนกับของรถกระบะ (ปิกอัพ) มากกว่าของรถยนต์ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า สำหรับรถกระบะปิกอัพพลังขับเคลื่อนที่เกิดจากเครื่องยนต์ นั้น โดยปรกติแล้วจะถูกส่งไปยังอุปกรณ์ปรับแรงบิด และจากนั้นก็ผ่านไปยังระบบเกียร์ เพลากลาง เฟืองท้าย และเพลาข้างจนไปถึงล้อขับเคลื่อนด้านหลัง โดยสรุปก็คือ ยานยนต์อุตสาหกรรมมีระบบการส่งกำลังเหมือนกับรถกระบะปิกอัพ
ยานยนต์อุตสาหกรรมมีเพลาหน้าที่ทนทานแข็งแรง และมีการบังคับทิศทางจากล้อหลัง จุดสำคัญที่ควรจำไว้ก็คือไม่ว่าจะมีชนิดเกียร์ขับเคลื่อนแบบใด จุดหมายก็คือ การวางสิ่งที่บรรทุกให้ใกล้ล้อขับเคลื่อนให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ได้แรงดึงสูงสุด
1) เครื่องยนต์สำหรับยานพาหนะเพื่อยานยนต์อุตสาหกรรม
ในขณะที่เครื่องยนต์ของรถยนต์ได้รับการออกแบบเพื่อให้พลัง และแรงบิดสูงสุดเมื่อขับเคลื่อนด้วยความ
เร็วค่อนข้างสูง เครื่องยนต์ของรถยกอุตสาหกรรมกลับได้รับการออกแบบให้ขับเคลื่อน ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยความเร็วในการทำงานที่ต่ำกว่า
ลักษณะเด่นต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับเครื่องยนต์ยานยนต์อุตสาหกรรม ประกอบด้วยการให้แรงบิดสูงที่ความเร็วรอบเครื่องยนต์ต่ำกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเชื่อถือได้ การประหยัดเชื้อเพลิง การปล่อยไอเสียที่ต่ำ และไม่ส่งเสียงดัง
ในการเปรียบเทียบเส้นกราฟพลังงานของเครื่องยนต์ที่ใช้ในรถยนต์ และเครื่องยนต์ที่ใช้ในยานยนต์อุตสาหกรรม คุณจะเห็นได้ว่าแรงบิดสูงสุดนั้น เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วบนเส้นกราฟพลังงานของยานยนต์อุตสาหกรรม และช้ากว่าในเส้นกราฟพลังงานของรถยนต์ ทั้งนี้เป็นเพราะว่ายานยนต์อุตสาหกรรมจำเป็นต้องใช้แรงบิดสูงสุดเมื่อเครื่องยนต์อยู่ที่ rpms ต่ำ
(a) แรงบิดสูงที่ความเร็วเครื่องยนต์ต่ำ
มีความจำเป็นที่ต้องมีขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อใช้ในการป้องกันเครื่องยนต์ดับ เมื่อระบบลำเลียงสิ่งของทำงานหรือเมื่อพวงมาลัยพาวเวอร์ทำงานในขณะที่เครื่องยนต์วิ่งด้วยความเร็วต่ำ หรือไม่ได้เคลื่อนที่ เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเลือกใช้ระบบเชื้อเพลิง ระบบจุดระเบิด และระบบไอดีที่เข้ากัน
(b) การควบคุมความเร็วเครื่องยนต์โดยอุปกรณ์ปรับความเร็ว
- การควบคุมความเร็วเครื่องยนต์สูงสุด ความเร็วสูงสุดของเครื่องยนต์มีอิทธิพลต่อปัจจัยต่าง ๆ อย่างมากมายอีกด้วยอย่างเช่น เสียงรบกวนของการทำงาน และความเร็วของปั๊มไฮดรอลิก จึงมีการใช้อุปกรณ์ปรับความเร็ว เพื่อควบคุมความเร็วสูงสุดของเครื่องยนต์
- การควบคุมอุปกรณ์ปรับความเร็วที่แม่นยำ มีความจำเป็นที่จะต้องมีการควบคุมอุปกรณ์ปรับความเร็ว
ที่แม่นยำ เพื่อป้องกันสมรรถนะการทำงานของเครื่องยนต์ที่อาจลดลงอย่างน่าตกใจ เมื่อบรรทุกสิ่งของจำนวน
มาก เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเลือกอุปกรณ์ปรับความเร็วที่มีลักษณะเหมาะสมมากที่สุด(C) เครื่องยนต์ที่ใช้ในการทำงานต่าง ๆ ที่หลากหลาย
นอกเหนือจากงานต่าง ๆ ที่รถยนต์สามารถทำได้ เครื่องยนต์ยานยนต์อุตสาหกรรมยังจะต้องทำงานอย่างเช่น การเร่งเครื่องเมื่อยกสิ่งของที่บรรทุกได้ด้วย เพื่อที่จะสามารถใช้งานได้กว้างกว่า เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเลือก ระบบไอดี ระบบจุดระเบิด และระบบเชื้อเพลิงที่เหมาะสมที่สุด
ข้อความพิเศษ
อุปกรณ์ปรับความเร็ว
โดยทั่วไป บทบาทหน้าที่ของอุปกรณ์ปรับความเร็วในรถยนต์นั้นคือ เพื่อป้องกันเครื่องยนต์ขับเคลื่อนด้วยความเร็วที่เกินอัตรารอบหมุน / นาทีสูงสุด บทบาทหน้าที่ของมันในรถยกอุตสาหกรรมนั้นมีความซับซัอนมากกว่า และถูกใช้เพื่อให้ได้กำลัง และแรงบิดสูงสุดที่อัตรารอบหมุน / นาที ของเครื่องยนต์ที่ต่ำของยานยนต์อุตสาหกรรม
หน้าที่ของอุปกรณ์ปรับความเร็วของยานยนต์อุตสาหกรรมประกอบด้วยปัจจัยต่าง ๆ ต่อไปนี้
· จำกัดความเร็วเครื่องยนต์สูงสุด ซึ่งไม่จำเป็นต่อยานยนต์อุตสาหกรรม
· ใช้แรงบิดเครื่องอย่างมีประสิทธิภาพ
· ให้ความเร็วปั๊มไฮดรอลิกที่สมบูรณ์ที่สุด
· ให้ประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงสุด
· ช่วยลดเสียงรบกวน
· ช่วยยืดอายุการใช้งาน
(a) คุณลักษณะของเครื่องยนต์ดีเซล
เครื่องยนต์ดีเซลของยานยนต์อุตสาหกรรมเมื่อมองโดยรวม
ยานยนต์อุตสาหกรรมนำเสนอเครื่องยนต์ที่แตกต่างกันถึง 5 แบบ พร้อมด้วยขนาดตัวเครื่องยนต์ที่แตกต่างกันเพื่อให้ตรงกับความต้องการใช้ยานยนต์อุตสาหกรรมได้กว้างกว่า (เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2544) พึงจำไว้ว่าจริง ๆ แล้วเครื่องยนต์เหล่านี้บางตัว อาจมีส่วนประกอบที่เหมือนกันกับในเครื่องยนต์อื่น ๆ แต่ถูกปรับแต่งพิเศษจนได้ระดับพลังงาน และแรงบิดเฉพาะเพื่อเหมาะสมการสภาพการลำเลียงสิ่งของที่แตกต่างกัน
ในตอนแรก ยานยนต์อุตสาหกรรมใช้เพียงเครื่องยนต์ดีเซลแบบของรถยนต์ ซึ่งได้รับการปรับแต่งให้ใช่ในยานยนต์อุตสาหกรรมได้ ภายหลังเครื่องยนต์ดีเซลจึงได้รับการพัฒนา เพื่อใช้ในยานยนต์อุตสาหกรรมเป็นการเฉพาะเท่านั้น
ในช่วงเริ่มต้น ยานยนต์อุตสาหกรรมใช้เครื่องยนต์ J 4 กระบอกสูบ ระบบ indirect injection ขนาดเครื่อง 2,366 cc กับยานยนต์อุตสาหกรรม จากวันนั้นถึงตอนนี้เครื่องยนต์ J series มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี ในเรื่องให้กำลังที่สมดุลที่สุด , สมรรถนะ , และการทำงานที่คุ้มค่าแก่ยานยนต์อุตสาหกรรม
ตั้งแต่เป็นที่รู้จัก เครื่องยนต์ J series ได้ผ่านการอัพเกรดหลายครั้ง เพื่อเพิ่มพลัง และกำลังเครื่องมีการเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์ 2J ขนาด 2,481 cc ในการอัพเกรดครั้งแรกในช่วงปลายยุค ค.ศ. 1970 เครื่องยนต์ 2J ถูกใช้เรื่อยไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งได้รับการพัฒนาไปเป็นเครื่องยนต์ 1DZ ขนาด 2,486 cc ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ประโยชน์ของมันใน 1 to 3 ton series ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 ได้ทำให้มันเป็นที่รู้จักในฐานะเครื่องยนต์ที่ไว้วางใจได้สูงพร้อมกับเสียงที่เบา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ภายหลังจึงติด
ตามมาด้วยเครื่องยนต์ 1DZ-II ที่ได้รับการพัฒนาเข้าสู่ท้องตลาด
เครื่อง 1Z 4 กระบอกสูบ ขนาดเครื่อง 2,953 cc อันเป็นเครื่องยนต์ดีเซล direct injection เครื่องแรกของยานยนต์อุตสาหกรรมนั้นได้รับการพัฒนาในปี 1986 และไม่นานจากนั้นก็ถูกใช้ในรถรุ่น 2 to 3 ton ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 เครื่องยนต์ 1Z ถูกอัพเกรดไปเป็นเครื่องยนต์ 2Z ขนาด 3,469 cc ในปัจจุบันยังคงใช้เครื่องยนต์ชนิดนี้ในรุ่น 2 to 3.5 ton ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าให้การสตาร์ทเครื่องที่ง่าย ใช้เชื้อเพลิงน้อย และปล่อยไอเสียเพียงน้อยนิด
เครื่องยนต์ 11Z ระบบ direct injection 6 กระบอกสูบ ขนาด 4,429 cc ซึ่งถูกนำเข้าสู่ตลาดในช่วงปลายทศวรรษ 1980 เพื่อใช้ใน 3.5 ton series ได้รับการอัพเกรดไปเป็นเครื่องยนต์ 13Z ขนาด 4,616 cc ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ซึ่งตามมาด้วยเครื่องยนต์ 12Z ขนาด 4,994 cc ที่ถูกพัฒนาขึ้นในปี 1990 เพื่อใช้ใน 5 to 8 ton series ได้รับการอัพเกรดไปเป็นเครื่องยนต์ 14Z ขนาด 5,204 cc ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 และใช้เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้
