ยานยนต์อุตสาหกรรม | ระบบเตรื่องยนต์
ยานยนต์อุตสาหกรรม | ระบบส่งกำลัง
ยานยนต์อุตสาหกรรม | การออกแบบรูปลักษณ์ของยานยนต์อุตสาหกรรมขั้นพื้นฐาน

เหตุผลสำหรับเรื่องนี้คือ น้ำหนักของการบรรทุกซึ่งโดยปรกติแล้วจะตกไปที่ล้อหลัง ช่วยทำให้เกิดแรงดึงไปยังล้อขับเคลื่อนด้านหลัง หากล้อขับเคลื่อนอยู่ด้านหน้าน้ำหนักของสิ่งที่บรรทุกก็มีแนวโน้มที่จะลดน้ำหนักที่ตกบนล้อหน้าได้ ซึ่งทำให้ล้อหมุนได้ง่ายขึ้นยานยนต์อุตสาหกรรมก็ใช้หลักการพื้นฐานเดียวกันนี้ เช่นกันน้ำหนักของสิ่งที่บรรทุกจะตกลงที่ล้อหน้า ซึ่งเป็นล้อขับเคลื่อนด้วยการออกแบบนี้จะให้น้ำหนักสูงสุดไปตกที่เพลาและล้อด้านหน้าเพื่อให้ได้แรงลากที่ยอดเยี่ยมค่าออกเทนมีผลอย่างไรกับเครื่องยนต์
ค่าออกเทน คือ อะไร...
โดย ปกติแล้วในน้ำมันเบนซินจะถูกเติมสารเพิ่มค่าออกเทน เพื่อจะทำให้น้ำมันมีคุณสมบัติทนต่อการน๊อคได้สูงขึ้น เช่นเดียวกับการเพิ่มค่าซีเทนในน้ำมันดีเซล ซึ่งในอดีตสารที่ใช้ในการเพิ่มค่าออกเทน จะมีส่วนผสมของสารตะกั่วประกอบอยู่ด้วย โดยสารตะกั่วจะทำให้เกิดมลพิษจากไอเสีย ซึ่งเป็นผลร้าย ต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมแต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาคุณภาพของน้ำมันโดยไม่ต้อง ใช้สารตะกั่วมาเป็นสาร ประกอบเพื่อเพิ่มค่าออกเทนอีกต่อไป ดังนั้นเราจึงได้ยินคำว่า “ น้ำมันไร้สารตะกั่ว ” ซึ่งในขณะนี้มีอยู่ 2 ชนิดในท้องตลาดคือ น้ำมันเบนซินออกเทน 91 และน้ำมันเบนซิน ออกเทน 95 โดยทั้ง 2 ชนิด จะเป็นน้ำมันที่ไร้สารตะกั่วทั้งคู่
ค่าออกเทน คือ คุณสมบัติของน้ำมันที่แสดงถึงความสามารถในการต้านทานการจุดระเบิดก่อนเวลาที่กำหนดใน เครื่องยนต์เบนซิน หรือเป็นค่าที่แสดงถึงความต้านทานการน็อคของเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ซึ่งใน เครื่องยนต์แต่ละรุ่นแต่ละแบบจะมีความต้องการค่าออกเทนที่ไม่เท่ากันโดยขึ้น อยู่กับการ ออกแบบของวิศวกรและบริษัทผู้ผลิตรถยนต์
ผลลัพธ์ที่ได้ คือ...
เมื่อผู้ใช้รถยนต์ใช้น้ำมันที่มีค่าออกเทนที่เหมาะสมกับความต้องการหรือข้อ กำหนดของเครื่องยนต์จะทำให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน และยังช่วยให้ประหยัดทรัพยากร รวมทั้งยังประหยัดเงิน แต่ถ้าใช้น้ำมันที่มีค่าออกเทนต่ำกว่าความต้องการอาจทำให้เครื่องยนต์เกิด การน็อคทำให้ประสิทธิภาพ ของเครื่องยนต์ลดลง รวมถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับตัวกรองไอเสียในขณะเดียวกันหากใช้น้ำมัน ที่มีค่าออกเทนสูงเกินความต้องการของเครื่องยนต์ ถึงแม้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเครื่องยนต์หรือการใช้งาน แต่จะทำให้เกิดความสิ้นเปลืองได้
ดังนั้น ผู้ใช้รถยนต์จึงควรเลือกเติมน้ำมัน ตามที่คู่มือการใช้รถยนต์ระบุไว้ เพื่อประสิทธิภาพต่อเครื่องยนต์และเป็นการประหยัดต่อผู้ใช้รถยนต์เอง
เกียร์ B ของ camry hybrid มีไว้ทำไม
ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า camry hybrid มีชิ้นส่วนและอุปกรณ์ต่างๆนั้นแตกต่างจากรถยนต์ทั่วไปหรือแม้กระทั่งในรถ ยนต์ camry ด้วยกันเอง ดังเช่น ตำแหน่งของเกียร์ ซึ่งรถทั่วไปจะมีตำแหน่งเกียร์ที่ เราคุ้นกันคือ P , R ,N ,D ,3 , 2 , L แต่สำหรับ camry hybrid จะมีตำแหน่งเกียร์ คือ P , R ,N ,D ,B จะสังเกตได้ว่ามีบางเกียร์หายไปและจะมีบางเกียร์เพิ่มมา เฉพาะ camry hybrid เท่านั้นและในการนี้ขอกล่าวถึงตำแหน่งของเกียร์ B เท่านั้น จะเห็นได้ว่าใน camry ที่ไม่ใช่ hybrid ที่เป็นโฉมเดียวกันกับ camry hybrid จะมีบางสิ่งบางอย่างที่-
แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแต่ละรุ่น ได้แก่ 3.5 , 2.4 , และ 2.0 ลิตรในเรื่องของตำแหน่งเกียร์ B ของ camry hybrid นั้นจะมีประโยชน์มากสำหรับเจ้าของรถตลอดจนผู้ขับขี่ กล่าวคือ จะได้ทั้งประโยชน์ , ทั้งความเพลิดเพลิน , มีความปลอดภัย , มีความประหยัด ( ผ้าเบรก ) เป็นต้น.
เมื่อขับขี่รถยนต์ตามเส้นทางต่างๆ หากต้องการใช้ตำแหน่งเกียร์ B ผู้ขับขี่สามารถกระทำได้เป็น-
การหน่วงความเร็วโดยอาศัยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยที่ผู้ขับขี่ไม่ต้องเหยียบเบรกเลยแม้แต่น้อย เป็นการชะลอรถยนต์ด้วยความเร็วที่ลดลงเพียงแค่เลื่อนคันเกียร์ไปในตำแหน่ง B เท่านั้น สังเกตใด้บนมาตรวัด หากมีการเลื่อนเกียร์แล้ว ไฟจะสว่างขึ้นตรงตัวอักษร B อาการของรถยนต์ก็จะลดความเร็วลง นอกจากนั้นระบบไฟจะทำการชาร์จไฟของระบบไฮบริดเพื่อเก็บในแบตเตอรี่ไฮบริด เช่นเดียวกับในกรณีที่รถยนต์จอดนิ่ง มีข้อแม้จะต้องเลื่อนคันเกียร์ไปในตำแหน่ง P เท่านั้น มิฉะนั้นจะไม่มีการชาร์จไฟของระบบไฮบริดแต่อย่างใด เมื่อเป็นเช่นนี้เครื่องยนต์จะมีการทำงาน เพื่อทำการชาร์จไฟเข้าสู่ระบบไฮบริด ก็เท่ากับว่าการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงก็จะมากขึ้นตามลำดับ หากการขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์กระทำตามที่ใด้ระบุอยู่ในคู่มือการใช้รถ ดังเช่น ตำแหน่งเกียร์ B ตามที่กล่าวมาจะส่งผลต่อระบบไฟฟ้าของระบบไฮบริด แต่ยังมีสิ่งที่เจ้าของรถและผู้ขับขี่ได้ประโยชน์อีก คือ การสึกหรอของผ้าเบรกจะน้อยลงอย่างมากถึงแม้ว่าจะขับด้วยความเร็วสูงก็ตาม ก็สามารถกระทำได้ตามความต้องการและอาการของรถยนต์ก็ไม่เสียการทรงตัว ทางด้านผู้ขับขี่ก็ไม่เสียการควบคุมรถแต่อย่างใด
อาจมีคนสงสัยว่า หากมีการขับรถขึ้นเขาและลงเขาจะทำอย่างไรในเมื่อเกียร์อัตโนมัติรุ่นอื่นๆมี ตำแหน่งการใช้ engine brake ในขณะขับลงเขาเพื่อชะลอความเร็วยกตัวอย่างเช่น จาก D ไป 3 หรือจาก 3
ไป 2 เป็นต้นแต่สำหรับ คัมรี่ ไฮบริดผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้ตำแหน่งเกียร์ B หรือจะเล่นเกียร์ B ได้เช่นกัน ในบางครั้งทำให้ผู้ขับขี่มีความรู้สึกว่า มีความปลอดภัยมากกว่า หรือมีการขับขี่ที่สนุกสนานมากกว่า ( อันนี้ขึ้นอยู่ความชำนาญของผู้ขับขี่ ) ถึงอย่างไรแล้วผู้ที่เป็นเจ้าของรถ คัมรี่ ไฮบริด คงจะต้องฝึกเพื่อให้เกิดความเคยชิน แล้วจะเกิดประโยชน์สูงสุดนั่นองครับ
สำหรับข้อมูลที่ได้กล่าวมานั้นหากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามไปยังแผนกเทคนิคของเราได้ในเวลาทำการครับ ท้ายนี้ขอให้ผู้อ่านทุกท่าน สุขภาพอนามัยแข็งแรง ร่ำรวยกันถ้วนหน้าครับ
เกียร์ CVT (Continuosly Variable Transmission)
เป็นเกียร์อัตโนมัติประเภทหนึ่งซึ่งจะมีลักษณะเป็นแบบแปรผัน จะมีความแตกต่างกับเกียร์อัตโนมัติทั่วไป เพราะเกียร์ cvt รูปแบบการส่งกำลังหรือการถ่ายทอดกำลังจะเป็นอีกแบบหนึ่ง ชิ้นส่วนหลักๆโดยทั่วไปจะใกล้เคียงกับเกียร์อัตโนมัติทั่วไป เช่น ชุดทอร์คคอนเวอร์เตอร์, ชุดคลัทช์, ชุดปั้มแรงดัน, ชุดเฟืองท้าย เป็นต้น แต่ในเกียร์ cvt จะมีชิ้นส่วนหลักที่แตกต่าง ได้แก่ มูเลย์ 2 ตัว , และสายพานโลหะ เป็นต้น หลักการทำงานอย่างง่ายๆเพื่อความเข้าใจมากขึ้น ดังนี้
คือ เมื่อเครื่องยนต์ทำงานจะถ่ายทอดกำลังงานมายังชุด เกียร์ผ่านมาทางทอร์คคอนเวอร์เตอร์ หากเราทำการเข้าเกียร์ชิ้นส่วนภายในเกียร์ก็เริ่มทำงานเพลารับกำลังจะรับการ ส่งถ่ายกำลังมาจากเครื่องยนต์ ซึ่งเพลารับกำลังนี้จะมีมูเลย์ติดตั้งอยู่หนึ่งตัว จะเรียกว่ามูเลย์ขับ และจะมีอีกหนึ่งตัวเป็นตัวตามแต่จะอยู่อีกเพลาหนึ่ง โดยทั้ง 2 เพลานี้จะมีสายพานโลหะต่อเนื่องถึงกันและตัวมูเลย์ดังกล่าวนั้นสามารถปรับ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ตามความเร็วรอบ หมายความว่า รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยความเร็วต่ำ รอบเครื่องยนต์ก็ต่ำร่องของมูเลย์ตัวขับก็จะมีเส้นผ่าศูนย์กลางที่เล็ก ส่วนทางด้านมูเลย์ตามนั้นเส้นผ่าศูนย์กลางนั้นจะใหญ่ ทำให้รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยความเร็วที่ต่ำนั่นเอง
แต่พอไต่ความเร็วขึ้นมาเรื่อยๆร่องของมูเลย์มี่ การปรับเปลี่ยนเส้นผ่าศูนย์กลางอย่างต่อเนื่องและการขับขี่ก็เป็นไปอย่าง นุ่มนวลต่อเนื่องราบเรียบ แต่พอต้องการความเร็วสูงนั้น มูเลย์ตัวขับจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางที่กว้างขึ้นหรือใหญ่ขึ้น ส่วนทางด้านมูเลย์ตามนั้นก็จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่แคบลงหรือเล็กลง เป็นผลให้มีรอบของการหมุนเพิ่มขึ้น ทำให้รถยนต์มีความเร็วที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน และนี่คือภาพของการทำงานอย่างเข้าใจแบบไม่ซับซ้อนหรืออย่างง่ายๆครับ
การทำงานของเกียร์ cvt ที่เป็นอย่างต่อเนื่องนั้นนอกจาก ความนุ่มนวลแล้วยังมีในเรื่องของความประหยัดเชื้อเพลิงอีกด้วย แต่ถึงอย่างไรทั้งนี้และทั้งนั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมด้านการขับขี่ไปพร้อมๆ กันด้วย หากมีการขับกระชากแบบรุนแรงแล้วจะมีการเสียหายที่รวดเร็ว สำหรับเกียร์ cvt ในบางครั้งอาจจะไม่ชินกับผู้ที่ขับรถเร็วเพราะว่าการตอบสนองบวกกับความเร้า ใจของการขับไม่ได้ดังที่ใจต้องการ ไม่เหมือนรถก่อนหน้านี้ที่เคยใช้มา ไม่ว่าจะเป็น ปุ่ม o/d , ปุ่ม ect PWR และอื่นๆ ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ เป็นต้น
หลายคนอาจจะคงเคยเห็นลักษณะของเกียร์ประเภทอย่างนี้กันมาบ้าง แล้ว เช่น ในรถกอล์ฟ หากมีการใส่เกียร์เดินหน้าแล้วเหยียบคันเร่งก็จะมีการเพิ่มความเร็วขึ้น เรื่อยๆตามสภาวะของมูเลย์ที่มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าคล้ายกัน แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันนั้นจะมีส่วนประกอบอื่นมาเป็นปัจจัยในการทำงานที่มาก ขึ้นรวมถึงระบบต่างๆ เช่น ระบบอิเล็กทรอนิค, โครงสร้างของกลไกต่าง เป็นต้น
อาจะมีคำถามว่า...แล้วเกียร์อัตโนมัติประเภทไหนจะใช้งานได้ดีที่สุด อัน นี้คงตอบยากเพราะผู้ผลิตรถยนต์คงคำนวณเป็นอย่างดีแล้วว่าเหมาะสมที่จะบรรจุ อยู่ในรถยนต์รุ่นใดอย่างไร คงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ใช้รถยนต์จะเป็นผู้กำหนดระบบส่งกำลังเอง ดังนั้น หากรถยนต์ของท่านผู้อ่านมีระบบส่งกำลังแบบใด เกียร์ประเภทอย่างไร ถ้าเป็นไปได้ควรทำความเข้าใจกับระบบเกียร์ที่ท่านใช้อยู่ย่อมเกิดประโยชน์ แก่ท่านผู้อ่านครับ
ประหยัดง่ายๆกับไฮบริด

เรื่องราวของเครื่องยนต์ไฮบริดที่บอกว่าประหยัดกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ได้พิสูจน์แล้วว่ามีความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงหรือมีการบริโภคน้ำมันเชื้อ เพลิงน้อยลงจริงๆ เปรียบเทียบกับรถยนต์ที่มีปริมาตรความจุกระบอกสูบที่น้อยกว่าก็ตาม และในการนี้เพื่อให้รถยนต์ ไฮบริดมีความประหยัดอย่างสูงสุด ถ้าเป็นไปได้โดยให้ผู้ขับขี่ ปฏิบัติตามขั้นตอนตามที่จะกล่าวถึงดังต่อไปนี้
*เมื่อต้องการออกตัว*
1. ให้เหยียบเบรก
2. เข้าเกียร์D
3. ปลด parleing Brake
4. เหยียบคันเร่งเบาๆ
ให้สังเกต บนมาตรวัดหน้าจอจะแสดงการออกตัวด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ถ้ากำลังไฟในแบตเตอรี่ไฮบริดไม่เพียงพอ เครื่องยนต์จะทำงานโดยอัตโนมัติ เพื่อทำการชาร์จไฟกลับเข้าไปไว้ที่แบตเตอร์ไฮบริด
*เมื่อต้องการเร่งความเร็ว*
ให้สังเกตหน้าจอแสดงผลบนมาตรวัด จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งจะได้กำลังเสริมจากแบตเตอร์ไฮบริดโดยตรงในขณะเร่งความเร็ว จะเห็นได้ว่าหัวลูกศรทั้ง2อย่าง จะส่งไปยังล้อขับเคลื่อน หากมีเสียงดังเกิดขึ้นบ้างถือว่าเป็นเสียงปกติของมอเตอร์ทำงาน
*เมื่อต้องการขับแบบประหยัด*
ให้สังเกตมาตรวัด ทางซ้ายมือของหน้าจอ เข็มมาตรวัดหากชี้อยู่ทางด้านล่างในหมายความว่า ขับขี่อย่างประหยัดสูงสุด เพราะเป็นการขับเคลื่อนโดยระบบไฟฟ้า(E MODE) จะไม่มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใด หากว่า เข็มบนมาตรวัด ชี้อยู่ที่ตัวเลข20 นั่นหมายความว่า มีอัตราการสิ้นเปลืองของน้ำมันอยู่ที่ 20 กิโลเมตรต่อลิตร อันนี้ถือว่าเป็นการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงเช่นกัน แต่ถ้าหากว่าเข็มบนมาตรวัดชี้ขึ้นทางด้านบนเกินตำแหน่ง10 หรือเลยแถบสีเขียวอันนี้ถือว่าใช้น้ำมันเชื้อเพลิงพอสมควรหรือค่อนข้างมาก นั่นเองครับ นอกจากนั้นเพื่อให้มีความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างสมบูรณ์ผู้ขับขี่จะ ต้องมีการขับขี่ตามที่จะกล่าวถึงดังนี้
• การเบรก
การชะลอความเร็ว สามารถทำได้โดย การเหยียบเบรกหรือการใช้เกียร์B ขณะขับ
- ไม่ควรขับประชิดรถคันหน้าจนเกินไป
- ถอนคันเร่ง
- ค่อยๆเหยียบเบรกให้รถชะลอไม่ควรเหยียบเบรกอย่างรวดเร็วและรุนแรง เพราจะทำให้โอกาสในการชาร์จไฟมีน้อย
• ถ้าใช้ระบบเบรกไกล ยังช่วยชาร์จไฟให้มากขึ้น เรื่องยนต์จะทำงานน้อยลง
- ตำแหน่งเกียร์ B ความเร็วของรถจะลดลง ด้วยแรงหน่วงจากมอเตอร์ไฟฟ้า การชาร์จไฟจึงเป็นการเปลี่ยนกำลังที่สูญเปล่าเป็นไฟฟ้า เพื่อเก็บในแบตเตอรี่ไฮบริดเพื่อการขับครั้งต่อไป และการชาร์จไฟกลับนั้นไม่ว่าจะเป็นการถอนคันเร่งแล้วให้รถไหล, ชะลอความเร็วหรือเหยียบเบรก, หรือจังหวะนั้นกำลังไฟ แบตเตอร์ไฮบริดนิ่ง เครื่องยนต์ก็จะติดเพื่อชาร์จไฟ
• การหยุดรถ
การหยุดรถเพียงเวลาสั้นๆ สามารถหยุดด้วยเกียร์ N ได้ แต่หากกำลังไฟในแบตเตอรี่ไฮบริดวิ่งกว่าระดับจะมีข้อความเตือนให้ผู้ขับขี่ เข้าเกียร์ P แต่เพื่อให้รถยนต์ไฮบริดมีความประหยัดเมื่อมีการจอดรถให้เข้าเกียร์ P ทุกครั้ง เพื่อให้ระบบมีการชาร์จไฟในกรณีหยุดรถนานๆเช่น รถติดไฟแดง, ติดขบวนรถไฟ, จอดรถภารกิจต่างๆ เป็นต้น และที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นวิธีการใช้รถยนต์ไฮบริดอย่างคุ้มค่าและถูกต้อง ก็เพื่อความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างสูงสุดนั่นเองครับ นอกจากนั้น รถยนต์ไฮบริดของโตโยต้า ยังเลือกใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้หลายประเภทไม่ว่าจะเป็น แก๊สโซฮอล์ E10 91 และ E10 95 และอ๊อกเทน 91 ขึ้นไปได้อีกด้วย
ดังนั้น หากผู้ขับขี่รถยนต์ไฮบริด สามารถกระทำได้ตามที่กล่าวมา จะพบว่า อัตราการกินน้ำมันเชื้อเพลิงจะประหยัดถึงได้ถึง57% สำหรับการใช้งานในเมือง ความเร็วน้อยกว่า 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและ24% สำหรับวิ่งทางไกลนอกเมือง ความเร็ว 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และนี้คือสุดยอดนวัตกรรมจากโตโยต้า
การดูแลรักษาเครื่องยนต์
เครื่องยนต์ | ทุกๆ ระยะทางหรือเวลา |
| ตรวจสอบระดับน้ำมันหล่อลื่น | ทุกครั้งที่เข้าปั๊มเติมน้ำมันเชื้อเพลิง หรือสับดาห์ละครั้ง |
| เปลี่ยนน้ำมันหล่อลื่น | 3,000 - 5,000 กิโลเมตร (1 ปี) |
| เปลี่ยนกรองน้ำมันหล่อลื่น | ทุกครั้งที่เปลี่ยนน้ำมันหล่อลื่น |
| ตรวจสอบระยะช่องว่างของวาล์ว ถ้าไม่เหมาะสม ก็ตั้งวาล์วใหม่ | 20,000 กิโลเมตร (1 ปี) |
| ระบบจุดระเบิด | |
| ตั้งระยะหน้าทองขาว และเขี้ยวหัวเทียน | 10,000 กิโลเมตร (6 เดือน) |
| เปลี่ยนชุดทองขาว และคอนเดนเซอร์ | 20,000 กิโลเมตร (1 ปี) |
| เปลี่ยนหัวเทียน | 20,000 กิโลเมตร (1 ปี) |
| ตรวจสอบสายหัวเทียน | 20,000 กิโลเมตร (1 ปี) |
| เปลี่ยนสายหัวเทียน | 60,000 กิโลเมตร (3 ปี) |
| ตรวจสอบฝาครอบจานจ่าย และหัวนักกระจอก (หัวโรเตอร์) | 20,000 กิโลเมตร (1 ปี) |
| ปรับไทม์มิ่งจุดระเบิด | ทุกครั้งที่ตั้งระยะหน้าทองขาว |
| แบตเตอรี่ | |
| ตรวจสอบระดับของเหลวในแบตเตอรี่ | ทุกสัปดาห์ |
| ทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ | 1,500 กิโลเมตร (1 เดือน) |
| ระบบหล่อเย็น | |
| ตรวจสอบระดับน้ำหล่อเย็น | ทุกสัปดาห์ |
| ตรวจสอบสภาพท่อน้ำหล่อเย็น | 1,500 กิโลเมตร (1 เดือน) |
| ตรวจสอบฝาหม้อน้ำ | 1,500 กิโลเมตร (1 เดือน) |
| ตรวจสอบสายพาน และปรับความตึง | 5,000 กิโลเมตร (3 เดือน) |
| เปลี่ยนสายพาน | 40,000 กิโลเมตร (2 ปี) |
| เปลี่ยนน้ำหล่อเย็น | 20,000 กิโลเมตร (1 ปี) |
| ล้างหม้อน้ำ | 20,000 กิโลเมตร (1 ปี) |
| ระบบเชื้อเพลิง | |
| ทำความสะอาดกรองอากาศ | 5,000 กิโลเมตร (3 เดือน) |
| เปลี่ยนกรองอากาศ | 20,000 กิโลเมตร (1 ปี) |
| เปลี่ยนกรองน้ำมันเชื้อเพลิง | 40,000 กิโลเมตร (2 ปี) |
| ล้าง และทำความสะอาดคาร์บูเรเตอร์ | 40,000 กิโลเมตร (2 ปี) |
| ตรวจสอบวาล์ว พีซีวี | 20,000 กิโลเมตร (1 ปี) |
| เครื่องปรับอากาศ | |
| ทำความสะอาดคอยล์ร้อน | 5,000 กิโลมตร (3 เดือน) |
| ตรวจสอบรอยรั่วที่ข้อต่อ | 5,000 กิโลมตร (3 เดือน) |
| ตรวจสอบปริมาณน้ำยาทำความเย็น | 5,000 กิโลมตร (3 เดือน) |
| ตรวจสอบ และปรับสายพานแอร์ | 1,500 กิโลเมตร (1 เดือน) |
| เปลี่ยนสายพานแอร์ | 40,000 กิโลเมตร (2 ปี) |
| เปิดเครื่องปรับอากาศ ให้ทำงาน 3-4 นาที | สัปดาห์ละครั้ง ถึงแม้จะเป็นฤดูหนาว |
| ระบบถ่ายทอดกำลัง | |
| เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ | 30,000 กิโลเมตร (1 1/2 ปี) |
| เปลี่ยนน้ำมันเฟืองท้าย | 20,000 กิโลเมตร (2 ปี) |
| อัดจาระบี ลูกปืน เพลากลาง | 5,000 กิโลเมตร (3 เดือน) |
| เปลี่ยนจาระบีลูกปืนล้อ | 20,000 กิโลเมตร (1 ปี) |
| ตรวจสอบ ระยะฟรีของแป้นคลัตช์ | 10,000 กิโลเมตร (6 เดือน) |
| ตรวจสอบน้ำมันคลัตช์ (ถ้าเป็นระบบไฮดรอลิก) | 5,000 กิโลเมตร (3 เดือน) |
| ตรวจสอบระดับ น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ | 10,000 กิโลเมตร (6 เดือน) |
| เปลี่ยนน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ | 40,000 กิโลเมตร (2 ปี) |
| ระบบเบรค | |
| ตรวจสอบระดับน้ำมันเบรค | 1,500 กิโลเมตร (1 เดือน) |
| ตรวจสอบสภาพเบรค | 10,000 กิโลเมตร (6 เดือน) |
| ปรับเบรคมือ | ตามความจำเป็น |
| ระบบบังคับเลี้ยวเพาเวอร์ | |
| ตรวจสอบระดับน้ำมันในปั้ม | 5,000 กิโลเมตร (3 เดือน) |
| ตรวจสอบความตึงของสายพานขับปั้ม | 1,500 กิโลเมตร (1 เดือน) |
| เปลี่ยนสายพานขับปั้ม | 40,000 กิโลเมตร (2 ปี) |
| ยาง | |
| ตรวจสภาพการสึกของยาง | 1,500 กิโลเมตร (1 เดือน) |
| สับเปลี่ยนตำแหน่งของยาง | 10,000 กิโลเมตร (6 เดือน) |
| ตรวจสอบความดันลมในยาง | 2 สัปดาห์ |
| ตรวจความลึกของดอกยาง | 10,000 กิโลเมตร (6 เดือน) |
| ทำความสะอาดยาง | ตามความจำเป็น |
| อุปกรณ์ปัดน้ำฝน | |
| ตรวตสอบใบปัดน้ำฝน | 5,000 กิโลเมตร (3 เดือน) |
| เปลี่ยนใบปัดน้ำฝน | 40,000 กิโลเมตร (2 ปี) |
| ตรวจสอบการทำงานของหัวฉีด | 5,000 กิโลเมตร (3 เดือน) |
| หล่อลื่นข้อต่อต่างๆ | 10,000 กิโลเมตร (6 เดือน) |
หมวดหมู่ยานยนต์
- การออกแบบยานยนต์ (1)
- การออกแบบระบบส่งกำลัง (1)
- ขับขี่อัตโนมัติ (2)
- ขับรถประหยัดน้ำมัน (1)
- ข่าวยานยนต์ (4)
- ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า (1)
- คู่มือEV (2)
- คู่มือช่าง (1)
- ดูแลรถEV (2)
- เกียร์ EV (1)
- เกียร์DCT (1)
- เกียร์ธรรมดา (2)
- เกียร์รถยนต์ (5)
- เกียร์รถยนต์ไฟฟ้า (1)
- เกียร์อัตโนมัติ (8)
- เครื่องจักร (2)
- เครื่องมือ (1)
- เครื่องมือช่าง (1)
- เครื่องยนต์ (82)
- เครื่องยนต์ 2 จังหวะ (1)
- เครื่องยนต์ 4 จังหวะ (1)
- เครื่องยนต์เล็ก (2)
- แก๊สโซลีน (3)











