ในระบบส่งกำลังเชิงกล "เฟือง" (Gears) ถือเป็นหัวใจสำคัญในการส่งถ่ายกำลังและแรงบิด หากเกิดความเสียหายเพียงจุดเดียวอาจส่งผลกระทบต่อเครื่องจักรทั้งระบบ การรู้วิธี วิเคราะห์เฟืองเสียหาย อย่างถูกต้องจึงเป็นทักษะที่สำคัญสำหรับวิศวกรและช่างบำรุงรักษา
ประเภทของความเสียหายที่พบบ่อยในระบบส่งกำลังจริง
การวิเคราะห์ความเสียหายเริ่มต้นจากการจำแนก "ลักษณะพื้นผิว" และ "รูปแบบการแตกหัก" โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทหลัก ดังนี้:
1. การสึกหรอ (Wear)
เป็นการสูญเสียผิวหน้าฟันเฟืองจากการเสียดสี มักเกิดจากสารหล่อลื่นปนเปื้อนหรือการหล่อลื่นที่ไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพของ ระบบส่งกำลัง ลดลง
2. การล้าของผิวหน้า (Surface Pitting)
เกิดจากแรงกดทับซ้ำๆ จนทำให้เกิดหลุมขนาดเล็กบนผิวฟันเฟือง การวิเคราะห์เฟืองเสียหายในลักษณะนี้มักบ่งบอกถึงการรับภาระโหลด (Overload) ที่เกินมาตรฐานหรือการใช้งานมาอย่างยาวนาน
3. การขัดสีอย่างรุนแรง (Scuffing)
เกิดจากความร้อนที่สูงเกินไปจนทำให้ฟิล์มน้ำมันขาดขาดช่วง ส่งผลให้ผิวโลหะเกิดการเชื่อมติดและฉีกขาดออกจากกัน
4. การหักของฟันเฟือง (Tooth Fracture)
นี่คือความเสียหายที่รุนแรงที่สุด มักเกิดจากแรงกระแทก (Impact Load) หรือความล้าสะสมที่บริเวณโคนฟัน
- ตรวจสอบประวัติการใช้งานและบันทึกการซ่อมบำรุง
- เก็บตัวอย่างสารหล่อลื่นเพื่อวิเคราะห์เศษโลหะ (Oil Analysis)
- ใช้การตรวจสอบด้วยสายตา (Visual Inspection) และกล้องขยาย
- วัดขนาดและตรวจสอบแนวศูนย์กลาง (Alignment) ของเพลา
สรุป
การ วิเคราะห์เฟืองเสียหายในระบบส่งกำลังจริง ไม่ใช่แค่การดูว่าส่วนไหนพัง แต่คือการหาสาเหตุรากเหง้า (Root Cause Analysis) เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำและยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักรให้ยาวนานที่สุด