ในอุตสาหกรรมหนัก เฟืองเกียร์ (Industrial Gears) คือหัวใจสำคัญของการส่งกำลัง เมื่อเกิดความเสียหายเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่การหยุดชะงักของสายการผลิตที่มีมูลค่ามหาศาล การวิเคราะห์ความเสียหายแบบเดิมอาจไม่เพียงพอ ดังนั้นเทคนิค Scanning Electron Microscopy (SEM) หรือกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการวินิจฉัยปัญหาได้อย่างแม่นยำ
ทำไมต้องใช้ SEM ในการวิเคราะห์เฟืองเกียร์?
SEM มีความสามารถเหนือกว่ากล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง (Optical Microscope) ในหลายด้าน โดยเฉพาะกำลังขยายที่สูงถึงหลักแสนเท่าและความชัดลึกของภาพ (Depth of Field) ที่ช่วยให้วิศวกรเห็นลักษณะพื้นผิวสัมผัสของฟันเฟืองได้แบบ 3 มิติ
- การวิเคราะห์ลักษณะการแตกหัก (Fractography): ระบุได้ว่าเฟืองแตกจากความล้า (Fatigue), การรับภาระเกิน (Overload) หรือการกัดกร่อน
- การตรวจสอบการสึกหรอ (Wear Analysis): แยกแยะระหว่างการสึกหรอแบบขัดถู (Abrasive Wear) หรือการสึกหรอแบบติดแน่น (Adhesive Wear)
- การวิเคราะห์ธาตุ (EDX/EDS): ตรวจสอบสิ่งปนเปื้อนหรือการเปลี่ยนแปลงทางเคมีบนผิวโลหะ
ขั้นตอนการวิเคราะห์ด้วยเทคนิค SEM
การวิเคราะห์ ความเสียหายของเฟืองเกียร์ ด้วย SEM มีขั้นตอนที่เป็นระบบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือดังนี้:
- การเตรียมตัวอย่าง (Sample Preparation): การตัดชิ้นส่วนฟันเฟืองต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดความร้อนสะสมจนโครงสร้างจุลภาคเปลี่ยนไป
- การทำความสะอาดพื้นผิว: กำจัดคราบน้ำมันและสิ่งสกปรกด้วยสารละลายเคมีหรือเครื่อง Ultrasonic Cleaner เพื่อไม่ให้รบกวนการยิงลำแสงอิเล็กตรอน
- การส่องกราดและบันทึกภาพ: เริ่มจากกำลังขยายต่ำเพื่อหาจุดที่น่าสงสัย (Region of Interest) ก่อนจะขยายไปยังจุดที่เกิด Crack เพื่อดูลักษณะ Fatigue Striations
Pro Tip: การวิเคราะห์ EDX ควบคู่ไปกับ SEM จะช่วยให้ทราบว่าเศษโลหะที่พบในระบบหล่อลื่นมาจากส่วนประกอบใดของเกียร์บ็อกซ์กันแน่
สรุป
การใช้ SEM วิเคราะห์เฟืองเกียร์ ไม่เพียงแต่บอกว่า "เสียอย่างไร" แต่ยังช่วยตอบคำถามว่า "เสียเพราะอะไร" ข้อมูลเชิงลึกนี้ช่วยให้ทีมบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance) สามารถวางแผนป้องกันและยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพ