ในอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรกล ความทนทานของเฟืองถือเป็นหัวใจสำคัญ ความล้าจุลภาค (Micro-pitting) มักเป็นปัญหาเริ่มต้นที่นำไปสู่การพังทลายของระบบส่งกำลัง บทความนี้จะอธิบายถึงขั้นตอนการวิเคราะห์ว่า กระบวนการกัดเฟือง ส่งผลต่ออายุการใช้งานและความแข็งแรงของผิววัสดุอย่างไร
1. การประเมินคุณภาพผิวสัมผัส (Surface Topology)
กระบวนการกัดเฟืองที่ต่างกัน (เช่น Hobbing, Shaping หรือ Grinding) จะทิ้งร่องรอยบนผิวฟันเฟืองที่ต่างกัน เราเริ่มต้นวิเคราะห์โดยการวัดค่าความขรุขระของพื้นผิว (Surface Roughness) เพื่อดูว่าจุดยอดของผิววัสดุจะกลายเป็นจุดรวมความเค้นที่ก่อให้เกิดความล้าจุลภาคหรือไม่
2. การตรวจสอบโครงสร้างทางโลหะวิทยา (Metallurgical Analysis)
การกัดเฟืองด้วยความเร็วสูงอาจทำให้เกิดความร้อนสะสม ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างจุลภาคของเหล็กกล้า การวิเคราะห์ความแข็ง (Hardness Testing) และการส่องกล้องอิเล็กตรอน (SEM) จะช่วยให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของชั้นผิว (White Layer) ที่อาจเปราะและแตกหักง่ายเมื่อรับแรงซ้ำๆ
3. การวิเคราะห์ด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ (Finite Element Analysis - FEA)
เราใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์เพื่อจำลองแรงกดระว่างฟันเฟือง โดยนำข้อมูลจากกระบวนการผลิตจริงมาคำนวณหาค่าความเค้น (Contact Stress) สูตรที่นิยมใช้คือ Hertzian Contact Stress เพื่อประเมินว่าความล้าจะเกิดขึ้น ณ จุดใด
$$ \sigma_H = \sqrt{\frac{F \cdot (1/R_1 + 1/R_2)}{\pi \cdot L \cdot (\frac{1-\nu_1^2}{E_1} + \frac{1-\nu_2^2}{E_2})}} $$
4. การทดสอบความคงทน (Durability Testing)
ขั้นตอนสุดท้ายคือการนำเฟืองที่ผ่านกระบวนการกัดที่ต้องการศึกษา มาเข้าเครื่องทดสอบ Back-to-back Test Rig เพื่อเก็บข้อมูลการเกิดความล้าจุลภาคในสภาวะการใช้งานจริง และเปรียบเทียบกับผลการจำลองเพื่อยืนยันความถูกต้อง
สรุปหัวใจสำคัญ
- กระบวนการผลิต: ส่งผลโดยตรงต่อ Residual Stress บนผิวเฟือง
- ความล้าจุลภาค: ป้องกันได้ด้วยการเลือก parameter ในการกัดเฟืองที่เหมาะสม
- การวิเคราะห์: ต้องทำควบคู่กันทั้งการจำลอง (Simulation) และการทดลองจริง