ในโลกของวิศวกรรมเครื่องกล เฟืองเกียร์ (Gears) คือหัวใจสำคัญของการส่งกำลัง แต่เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น การซ่อมแซมเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ เราจำเป็นต้องใช้หลักการ Fractography หรือการวิเคราะห์ลักษณะพื้นผิวรอยแตกเพื่อสืบหาสาเหตุที่แท้จริง (Root Cause Analysis) เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ
1. การจำแนกประเภทการแตกหักของเฟือง
การวิเคราะห์เชิงลึกเริ่มต้นด้วยการแยกแยะโหมดการเสียหาย ซึ่งมักแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก:
- Fatigue Fracture (การแตกหักล้า): พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากความเค้นซ้ำๆ (Cyclic Stress) จุดสังเกตคือ "Beach Marks" หรือ "Striations" ที่แสดงถึงการลุกลามของรอยแตกทีละน้อย
- Brittle Fracture (การแตกหักแบบเปราะ): รอยแตกจะเรียบและสะท้อนแสง มักเกิดจากวัสดุมีความแข็งตึงสูงเกินไปหรือทำงานในอุณหภูมิต่ำ
- Ductile Fracture (การแตกหักแบบเหนียว): พื้นผิวจะมีลักษณะขรุขระคล้ายรอยฉีกขาด (Dimples) มักเกิดจากการรับภาระเกินกำลัง (Overload)
2. ขั้นตอนการวิเคราะห์เชิงลึก (Step-by-Step Analysis)
เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ วิศวกรควรปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้:
- Macroscopic Examination: ใช้กล้องกำลังขยายต่ำตรวจสอบทิศทางการลุกลามของรอยแตก (Crack Propagation)
- Microscopic Examination: ใช้กล้อง SEM (Scanning Electron Microscope) เพื่อดูลักษณะระดับไมโคร เช่น Micro-voids หรือ Intergranular cracking
- Stress Pattern Analysis: วิเคราะห์ตำแหน่งที่เกิดรอยแตก เช่น บริเวณ Root Fillet ซึ่งเป็นจุดรวมความเค้น (Stress Concentration)
3. ปัจจัยที่มีผลต่อลักษณะ Fractography
การวิเคราะห์เชิงลึกต้องคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมประกอบด้วย เช่น:
- Hardening Case Depth: การชุบแข็งผิวที่ลึกหรือตื้นเกินไปส่งผลต่อทิศทางรอยแตก
- Lubrication failure: การหล่อลื่นที่ไม่ดีทำให้เกิดความร้อนสะสม จนเปลี่ยนโครงสร้างทางโลหะวิทยา
- Inclusions: สิ่งเจือปนในเนื้อเหล็กที่เป็นจุดเริ่มต้นของรอยแตกภายใน