ในการวิเคราะห์ความเสียหายของวัสดุ (Failure Analysis) หนึ่งในหลักฐานที่สำคัญที่สุดคือ Fatigue Striation หรือ "ร่องรอยความล้า" ซึ่งเป็นเครื่องหมายยืนยันว่าวัสดุนั้นเกิดการแตกร้าวจากการรับแรงซ้ำๆ (Cyclic Loading) บทความนี้จะเจาะลึกหลักการวิเคราะห์ด้วยกล้อง SEM เพื่อความแม่นยำในการหาสาเหตุการพังทลาย
Fatigue Striation คืออะไร?
Striations คือรอยขีดขนาดเล็กในระดับไมโครเมตรที่ปรากฏบนพื้นผิวรอยแตก (Fracture Surface) โดยแต่ละเส้นมักจะหมายถึงการขยายตัวของรอยแตก (Crack Growth) ในหนึ่งรอบของการรับแรง (One Load Cycle)
หลักการวิเคราะห์ด้วยกล้อง SEM
การใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบสแกน (Scanning Electron Microscope: SEM) มีความจำเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากมีกำลังขยายสูงและระยะชัดลึก (Depth of Field) ที่ดีเยี่ยม โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้:
- การเตรียมตัวอย่าง: ต้องทำความสะอาดพื้นผิวรอยแตกด้วยน้ำยาเคมีหรือคลื่นเสียง (Ultrasonic) เพื่อขจัดคราบน้ำมันและสนิมโดยไม่ทำลายลักษณะทางสัณฐานวิทยา
- การหาทิศทางการขยายตัว: Striations จะเรียงตัวในทิศทางที่ตั้งฉากกับทิศทางการขยายตัวของรอยแตก (Crack Propagation)
- การคำนวณ Crack Growth Rate: ระยะห่างระหว่าง Striation (Striation Spacing) สามารถนำมาคำนวณหาอัตราการลามของรอยแตกเพื่อประเมินอายุการใช้งานที่เหลืออยู่
ข้อควรระวัง: อย่าสับสนระหว่าง Striations กับ Beach Marks; โดย Beach Marks สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและบ่งบอกถึงช่วงเวลาการทำงานที่ต่างกัน แต่ Striations ต้องส่องด้วย SEM เท่านั้น
สรุปความสำคัญ
การวิเคราะห์ Fatigue Striation ช่วยให้วิศวกรสามารถระบุสภาวะความเค้น (Stress State) และประวัติการรับแรงของชิ้นส่วนได้ ทำให้การปรับปรุงการออกแบบและการเลือกวัสดุในอนาคตมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น