ในการผลิตเหล็กกล้าความแข็งแรงสูง (High-Strength Steel) โครงสร้าง Martensite ถือเป็นหัวใจสำคัญที่มอบคุณสมบัติทางกลที่ยอดเยี่ยม แต่ในขณะเดียวกัน ความเปราะของมันมักนำไปสู่การเกิด Microcracks (รอยร้าวจุลภาค) ซึ่งส่งผลต่ออายุการใช้งานของชิ้นส่วน
ทำไม Martensite ถึงเสี่ยงต่อการเกิด Microcracks?
โครงสร้าง Martensite เกิดจากการชุบแข็งแบบรวดเร็ว ทำให้คาร์บอนถูกกักขังอยู่ในโครงผลึกแบบ Body-Centered Tetragonal (BCT) ซึ่งมีความเค้นภายในสูง (Internal Stress) หากกระบวนการเย็นตัวไม่สม่ำเสมอ หรือมีปริมาณคาร์บอนสูงเกินไป จะเกิดแรงดันมหาศาลที่ทำให้รอยร้าวขนาดเล็กเริ่มก่อตัวขึ้น
3 เทคนิคหลักในการวิเคราะห์และตรวจสอบ
1. การวิเคราะห์ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (SEM)
การใช้ Scanning Electron Microscopy (SEM) ช่วยให้เราเห็นลักษณะการแตกหักแบบเปราะ (Brittle Fracture) และการวางตัวของเข็ม Martensite (Lath/Plate Martensite) ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของรอยร้าวได้ชัดเจนที่สุด
2. การตรวจสอบด้วยเทคนิค EBSD
Electron Backscatter Diffraction (EBSD) ใช้เพื่อวิเคราะห์ความเค้นระดับจุลภาค (Local Strain) และทิศทางของผลึก (Crystallographic Orientation) เพื่อระบุว่ารอยร้าวมักเกิดขึ้นที่ขอบเกรน (Prior Austenite Grain Boundaries) หรือไม่
3. การวิเคราะห์เฟสด้วย XRD
การใช้ X-Ray Diffraction (XRD) เพื่อวัดปริมาณ Retained Austenite ที่หลงเหลืออยู่ เพราะหากมีเฟสนี้มากเกินไปอาจเกิดการเปลี่ยนเฟสเป็น Martensite ภายหลัง (Transformation Induced Plasticity) ซึ่งกระตุ้นให้เกิดรอยร้าวใหม่ได้
แนวทางการป้องกันและแก้ไข
- Tempering Process: การอบคืนตัวเพื่อลดความเค้นภายในโดยไม่เสียความแข็งแรง
- Alloying Elements: การควบคุมธาตุผสมเช่น Ni, Cr, Mn เพื่อปรับปรุงความเหนียว
- Cooling Rate Control: การคำนวณอัตราการเย็นตัวให้เหมาะสมกับขนาดของชิ้นงาน
การเข้าใจกลไกของ Martensite และการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ที่แม่นยำ จะช่วยลดอัตราการสูญเสียในการผลิตและเพิ่มความปลอดภัยให้กับงานวิศวกรรมโลหการได้อย่างยั่งยืน